
ธนาคารกรุงเทพ (BBL)
การที่นำเอาหุ้นธนาคารกรุงเทพมาพิจารณา ก็เพราะน่าจะเป็นหุ้นที่ราคาจะต้องปรับขึ้นได้อีกพอสมควร แม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันจะมีการขยับขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่เป็นการปรับตัวจากระดับที่ต่ำกว่าพื้นฐานจริงอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ราคายังไล่ตามไม่ทันกับพื้นฐานจริงในปัจจุบัน แม้ว่าจะเกิดอุทกภัยในไตรมาส 4 ปีก่อน จนทำให้มีความหวั่นวิตกกันมากว่าธุรกิจต่างๆ จะได้รับผลกระทบมาก และจะส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ มีกำไรลดลง หรืออาจจะขาดทุนได้ ทำให้มีการมองว่าธุรกิจธนาคารที่มีลูกค้ามากมายในหลายๆ ธุรกิจจะพลอยได้รับผลกระทบมากไปด้วย แต่ผลจริงออกมายังคงพบว่าธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ก็ยังมีผลกำไรในไตรมาส 4 อยู่ระดับน่าพอใจ คือยังทำกำไรได้เกือบ 6,000 ล้านบาท ก็ไม่ได้ตกต่ำมากจนน่าวิตก กลับมองว่าดีกว่าที่วิตกมากอีกด้วย ซึ่งเมื่อดูผลรวมการทำกำไรของ BBL ในปี 2554 ที่ผ่านมา ทำกำไรรวมได้ 27,337.64 ล้านบาท เป็นกำไรที่เพิ่มจากปี 2553 11.15% กำไรไม่ได้ตกต่ำหรือแย่กว่าปี 2553 อย่างที่วิตกกันเลย จึงเป็นการยืนยันได้ดีว่า กิจการธนาคารส่วนมากยังมีความมั่นคงสูง และยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ในด้านธุรกิจก็เป็นปกติที่รายได้หลักของธนาคารจะได้มาจากดอกเบี้ยรับจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ซึ่ง BBL จะมีลูกค้ารายใหญ่อยู่มาก ความต้องการสินเชื่อของกลุ่ม Corporate ยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมรับต่างๆ ก็เพิ่มด้วย จะพบว่าปัจจุบันทุกธนาคารจะมีการหารายได้ในส่วนอื่นๆ ทั้งจากค่าธรรมเนียมและค่าบริการรวมถึงรายได้จากการประกันชีวิตที่ทางธนาคารเป็นผู้หาลูกค้าให้ด้วย สำหรับ BBL จุดหนึ่งที่ควรพิจารณาคือการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Cost/income ratio ลดลง มีผลดีกับกำไรโดยตรง จากการที่ปี 2555 นี้มีการคาดหมายออกมาแล้วว่า เศรษฐกิจไทยจะโต 5% ดีกว่าปีก่อนที่โตแค่ 1.8% หรือต่ำกว่า หมายถึงธุรกิจต่างๆ ของไทยจะดีกว่าปีกลายได้มาก ดังนั้น จึงน่าจะมีผลทำให้ BBL มีผลกำไรในปี 2555 นี้มากขึ้นถึง 15% ได้ โดยเฉพาะผลกระทบจากอุทกภัยจะทำให้หลายๆ ธุรกิจต้องการสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น คาดว่าปี 2555 นี้ ธนาคารจะทำกำไรได้ถึง 31,500 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 16.50 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมด้วยการใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 12 เท่าคำนวณ จะได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้นควรยืน 198 บาททันที แต่เมื่อมาดูราคาหุ้นซื้อขายในตลาดยังพบว่าอยู่แค่ 170 บาท จึงยังมี Upside ได้อีกอย่างน้อย 16.52% ที่พูดว่าอย่างน้อยก็เพราะปกติหุ้นบลูชิปอย่างนี้จะต้องมีค่าพีอีที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม จึงมีความหมายว่าการคำนวณราคาควรใช้ค่าพีอีที่สูงกว่า 12 เท่า เมื่อมาดูค่าพีอีตลาดที่อยู่สูงกว่า 13 เท่าในขณะนี้ ก็ให้คิดว่าอย่างน้อยก็ควรใช้ค่าพีอีตลาดมาคำนวณราคาหุ้น BBL คิดแล้วจะได้คำตอบใหม่ออกมาว่าราคาหุ้นควรเป็น 215 บาท ก็ชัดเจนว่าราคาหุ้น BBL ในปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่มาก โดยยังไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีกประมาณ 2.9% รวมอยู่ด้วย ดูแล้วเป็นหุ้นที่ยังลงทุนได้ดี คิดแล้วยังคุ้มค่ากับการลงทุนได้มาก
บ้านปู (BANPU)
เป็นหุ้นที่มีราคาใหญ่หรือสูงที่สุดในกลุ่มพลังงาน ทั้งๆ ที่อดีตราคาหุ้น BANPU ก็ไม่ได้โดดเด่นน่าสนใจมากนัก แต่หลังจาก BANPU มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการทำธุรกิจจากเดิมที่ทำอยู่เฉพาะในประเทศ มาปัจจุบันมีการขยับขยายทั้งการลงทุนและการตลาดออกไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ทำให้สถานะของ BANPU ในปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจระดับนานาชาติไปแล้ว ข้อดีคือนอกจากจะทำให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่มากขึ้น ยังมีผลกำไรที่สูงตามมาด้วย
ปัจจุบันจะพบว่าความต้องการใช้ถ่านหินของจีนสูงมาก ทำให้ราคาถ่านหินขยับสูงไปด้วย แม้ว่าปริมาณการผลิตถ่านหินจากผู้ผลิตรายใหญ่ของจีนจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% ต่อปี แต่ก็ไม่สามารถขนถ่านหินจากแหล่งผลิตทางตอนเหนือของจีนมายังตอนใต้ได้อย่างเพียงพอ ยิ่งจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดของโลกในปัจจุบัน การใช้ถ่านหินก็พลอยมีมากตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก และ 70% ของการใช้ไฟฟ้าในประเทศ เป็นการใช้จากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 80% หมายถึงปริมาณความต้องการใช้ถ่านหินจะมีสูงมาก จึงทำให้ BANPU ที่มีเหมืองถ่านหินในจีนไม่มีปัญหาในการผลิตและจำหน่ายแต่อย่างใด มีแต่รอดูการเติบโตของธุรกิจอย่างเดียว และเป็นไปได้ก็คือการเพิ่มปริมาณการผลิตได้มากเท่าใด ก็จะเป็นรายได้เพิ่มของ BANPU มากเท่านั้น คาดว่าด้วยปริมาณการผลิตในจีนที่ยังไม่สมดุล ทำให้จีนยังต้องนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศต่อไป เท่ากับเป็นการยืนยันได้ 100% ว่าเรื่องตลาดถ่านหินของ BANPU ในจีนยังสดใสต่อไปอีกนาน
ส่วนกรณีภาษีเหมืองถ่านหินในออสเตรเลียของ BANPU จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายภาษีใหม่ไปอีกหลายปี แม้ว่าทางออสเตรเลียจะมีการกำหนดว่าธุรกิจถ่านหินที่มีกำไรมากกว่า 75 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์จะต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่ BANPU ที่มีเหมืองในออสเตรเลียยังคงมีงบการลงทุนที่เพิ่มและสามารถนำมาหักลบกำไรของ CEY ในแต่ละปีได้ จนทำให้กำไรจะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีใหม่นี้ ทำให้ BANPU ยังมีผลกำไรในเกณฑ์ดีต่อไปอีกหลายปี ในด้านผลประกอบการของ BANPU ในปี 2554 ที่ผ่านมร กำไรอาจจะน้อยกว่าปี 2553 โดยจะมีกำไรในระดับ 2 หมื่นล้านบาท แต่มาปี 2555 นี้ คาดว่ากำไรจะเพิ่มเป็น 24,000 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นจะได้ 88.32 บาท ข้อมูลแค่นี้สามารถนำไปคำนวณราคาหุ้นที่เหมาะสมของ BANPU ในปัจจุบันได้ แม้จะใช้ค่าพีอีของกลุ่มธุรกิจพลังงานในปัจจุบันที่มีค่าต่ำแค่ 10.01 เท่าก็ตาม (พีอีตลาดสูงกว่า 13 เท่า) ก็ยังได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้น BANPU ควรยืน 884 บาทได้ทันที แต่เมื่อกลับมาดูราคาซื้อขายในตลาดยังคงพบว่าราคาหุ้น BANPU อยู่แค่ระดับ 626 บาทเท่านั้น คิดแล้วเท่ากับราคายังมี Upside ได้อีกมากถึง 41.23% เลยทีเดียว นี่คือข้อมูลที่บอกได้ชัดเจนว่าราคาหุ้น BANPU ที่ใครคิดว่าขึ้นมามากแล้ว แต่ความเป็นจริงยังเป็นราคาที่ยังไม่สอดคล้องกับพื้นฐานที่แท้จริงของ BANPU ในปัจจุบัน ที่กล่าวมานี้ยังไม่ได้คิดรวมถึงผลตอบแทนจากเงินปันผลของ BANPU ที่จะได้รับอีกประมาณ 3% รวมอยู่ด้วย แค่นี้ก็มากเพียงพอในการจะคิดพิจารณาประกอบการลงทุนได้แล้ว เพราะแค่เงินปันผลก็ดูจะใกล้เคียงกับดอกเบี้ยในระบบการเงิน แต่ลงทุนในหุ้น BANPU ยังจะได้กำไรส่วนต่างราคาเพิ่มอีกมากด้วย
เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG)
เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการกำจัดขยะ โดยเฉพาะกากขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีมากมายจนแต่ละโรงงานจำเป็นต้องใช้บริการในการกำจัดขยะจากธุรกิจนี้โดยตรง ทำให้เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน หรือ BWG มีอนาคตสดใสมาก เพราะธุรกิจแต่ละแห่งต้องรีบโตเพื่อจะสามารถรองรับกับปริมาณขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เพิ่มมากมหาศาลในแต่ละปีได้ โดยเฉพาะกรณีเกิดน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ทำให้เกิดขยะมากมายมหาศาลยิ่งกว่าเดิม ทำให้ BWG นับวันมีแต่รับงานไม่ไหวคือจะมีปริมาณงานล้นมือ จึงอยู่ที่ทาง BWG จะสามารถเพิ่มกำลังในการให้บริการได้มากขึ้นแค่ไหน โดยแทบไม่ต้องกังวลกับการตลาดหรือปริมาณความต้องการใช้บริการเลย
จากผลประกอบการในปี 2554 ที่ผ่านมา ที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรเป็น 115 ล้านบาท เท่ากับกำไรในปี 2554 จะเพิ่มจากปี 2553 มากถึง 180% หรือเกือบ 2 เท่าตัว เพราะปี 2553 มีกำไรเพียง 41 ล้านบาทเท่านั้น และหากย้อนกลับไปดูว่าการที่ BWG มีกำไรในปี 2553 41 ล้านบาท ดูเผินๆ อาจคิดว่าเป็นกำไรที่น้อยมาก คงไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ความเป็นจริงแล้ว การมีกำไร 41 ล้านบาท นับว่าดีกว่าปี 2552 ที่มีผลขาดทุนอยู่ 44 ล้านบาทมากแล้ว ก็ลองคิดดูว่าการพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไรจะมีความหมายที่ดีมากแค่ไหน ปกติธุรกิจที่เคยขาดทุนแค่ไม่ขาดทุนในปีต่อมาได้ก็นับว่าดีแล้ว แต่ BWG สามารถพลิกสถานะจากขาดทุนมาเป็นมีกำไรมากถึง 41 ล้านบาท จึงต้องนับว่าเป็นการทำกำไรที่ก้าวกระโดดจริงๆ และเมื่อมาดูกำไรปี 2554 ที่คาดว่าจะทำได้ 115 ล้านบาท ก็ยิ่งน่าทึ่งมาก เป็นการบอกให้รู้ว่าธุรกิจกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจทั่วๆ ไป แค่มีกำไรเพิ่ม 10-15% ก็นับว่าดีมาก แล้ว แต่มาดู BWG พบว่าปี 2554 กำไรจะโตถึง 180% และหากมาประเมินต่อเนื่องในปีนี้ 2555 ที่มีการคาดหมายว่ากำไรจะเพิ่มเป็น 160 ล้านบาทด้วยแล้ว เท่ากับปีนี้กำไรยังคงจะโตอีก 39.13% นับว่ายังเป็นอัตราการเพิ่มของกำไรที่สูงมาก แสดงออกชัดเจนมากว่า ธุรกิจยังจะเติบโตต่อไปได้อีกมากและอีกนาน
ดังนั้น เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมจากผลประกอบการของ BWG จากผลกำไรในปี 2555 นี้ ที่คาดว่าจะทำได้ 160 ล้านบาท เป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.20 บาท เพื่อให้ง่ายกับการประเมินราคาและเป็นการประเมินในระดับต่ำ จึงใช้แค่ค่าพีอีที่ 10 เท่ามาคำนวณ จะได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้น BWG ควรยืนที่ 2 บาทได้ทันที ซึ่งเป็นราคาที่ยังนับว่าต่ำมาก เพราะหากคิดคำนวณจากค่าพีอีตลาดที่ปัจจุบันอยู่ประมาณ 13 เท่าเศษจะได้คำตอบว่าราคาหุ้น BWG ควรจะมีราคาสูงกว่า 2.60 บาทด้วย ดังนั้น เมื่อกลับมาดูราคาหุ้นซื้อขายในตลาดที่ยังอยู่แค่ 1.73 บาทแล้ว เท่ากับยังมี Upside ราคาได้อีกอย่างน้อยๆ 15.6% แต่ที่ควรจะเป็นคือราคาจะมี Upside มากถึง 50% เมื่อเปรียบเทียบราคาเป้าหมายที่ 2.60 บาท โดยยังไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีกประมาณ 3.77% ต่อปีรวมอยู่ด้วย นี่คือจุดดีจุดเด่นของ BWG ที่ทำให้น่าสนใจมาก เพราะแค่เงินปันผลตอบแทนก็คุ้มค่าการลงทุนไปแล้ว ดูจะได้มากกว่าดอกเบี้ยธนาคารเสียอีก แต่การลงทุนในตัวหุ้นยังจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาเพิ่มอีกด้วย จึงควรรับไปพิจารณา

วิเคราะห์เจาะหุ้น/เศรษฐกิจ/การตลาด...read more..










