จับชีพจรหุ้น
เน้นหุ้นใหญ่ปลอดภัยทั้งขาขึ้น และขาลง
“สู้ไปถอยไป เน้นหุ้นใหญ่เป็นหลัก”
แม้ว่าในระยะสั้นปัจจัยบวกจากผล Stress Test ที่ออกมา จะทำให้ SET ยังคงมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นเหนือแนวต้านสำคัญที่ “นายหมูบิน” เคยให้ไว้บริเวณ 850 จุดได้ไม่ยาก แต่ในทางตรงกันข้าม “นายหมูบิน” ก็ตั้งคำถามว่า เมื่อประเด็น Stress Test และการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทในสหรัฐจบลง จะมีปัจจัยบวกใดที่ดีกว่าเข้ามาหนุนตลาดอีกหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้คือในระยะสั้นยังมองไม่เห็น (=เตรียม Sell on Fact)
ประกอบกับในเชิงพื้นฐานนั้น การที่ในปัจจุบันส่วนต่างระหว่าง P/E Ratio และ P/BV Ratio ของภูมิภาคและ SET แคบลงมาอยู่ที่ 2.63 เท่า และ 0.21 เท่าเท่านั้น ทำให้ระดับของ SET เหนือ 850 จุดจะไม่ใช่ระดับราคาที่ถูกอีกต่อไป
ดังนั้นในระยะกลาง (2-3 เดือน) “นายหมูบิน” ก็ยังคงมุมมองเดิมด้วยเช่นเดียวกันว่า SET ในพื้นที่เหนือ 850 จุด จะมีแรงขายทำกำไรออกมาพอสมควร
ขณะที่เมื่อพิจารณาควบคู่กับมุมมองทางสถิติ ที่ “นายหมูบิน” เคยประเมินว่า SET จะปรับตัวลดลงล่วงหน้าราว 2.5 เดือน ก่อนค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นก่อนเฟดขึ้นดอกเบี้ย 1 เดือน ซึ่งหมายความว่าในรอบนี้ SET จะค่อย ๆ พักฐานลงสู่คลื่นของการพักฐาน (Corrective Pattern) อีกครั้ง เพื่อลดความร้อนแรงจากภาวะ Overbought ทางเทคนิคในระยะกลาง ในช่วงกลางเดือน ส.ค. จนถึง ก.ย. 2553 (หลังทดสอบ 850 จุด) ก่อนที่กลับมาแกว่งตัวในแนวโน้มขาขึ้น หรือเข้าสู่คลื่นของการยืดตัว (Impulse Pattern) อีกครั้งในระยะกลาง 3-4 เดือน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553 เป็นต้นไป โดยคลื่นของการยืดตัว (Impulse Pattern) รอบนี้จะมีเป้าหมายที่ 890 จุด ขณะที่ Downside Risk ในคลื่นพักฐาน (Corrective Pattern) ของ SET จะจำกัดไม่ต่ำกว่า 795-775 จุด
ผล Stress Test ดีกว่าคาดในแง่ของเงินที่ต้องเพิ่มทุน : ผล Stress Test ของสถาบันการเงิน 91 แห่งใน 20 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 65% ของภาคธนาคารในสหภาพยุโรป (อียู) ออกมาเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีเพียง 7 แห่งเท่านั้นที่ถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีของประเทศในกลุ่ม EU จนกระทั่งระดับเงินกองทุนขั้นที่ 1 ในปี 2554 ต่ำกว่าเกณฑ์ของ ECB ที่ 6% ในกรณี Adverse Scenario ซึ่งมีสมมติฐานหลัก ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าเงินลงทุนของสถาบันการเงิน (ภาพที่ 1-2) คือ 1) ผลกระทบจากวิกฤตการเงินส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีของกลุ่มประเทศใน EU ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2) ผลกระทบจากวิกฤตการเงินส่งผลให้เกิดความสูญเสียจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีของกลุ่มประเทศใน EU อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถูกวัดขนาดจากตัวเลขประมาณการการ Hair Cut ซึ่งจากผลการทดสอบพบว่าสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่งจำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มทุนราว 3.5 พันล้านยูโร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่สถาบันวิจัยต่าง ๆ คาดไว้ โดยก่อนหน้านี้สถาบันที่ออกมาคาดไว้มากสุดคือ Barclays Capital ที่ 8.5 พันล้านยูโร ขณะต่ำที่สุดคือ Nomura ที่ 3 พันล้านยูโร โดยในจำนวนสถาบันการเงินที่ต้องเพิ่มทุนเป็นธนาคารของสเปนที่คว้าแชมป์ถึง 5 แห่ง ได้แก่ ดิอาดา (Diada), เอสปิกา (Espiga), บังกา ซิบิกา (Banca Civica), อุนนิม (Unnim), และ กาคาซูร์ (Cajasur) ซึ่งต้องเพิ่มทุนรวมกันราว 2 พันล้านยูโร ที่เหลือเป็น ไฮโป เรียลเอสเตท (Hypo Real Estate) ของเยอรมนี ต้องเพิ่มทุน 1.25 พันล้านบาท และ เอทีอีแบงก์ (ATE bank) ของกรีซ ซึ่งต้องเพิ่มทุน 242.6 ล้านบาท
ในครึ่งหลังปี 2553 ฝรั่งจะกลับมาซื้ออย่างน้อย 1.35 หมื่นล้านบาท : ผลกระทบจากการที่รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวในเดือน พ.ค. 2553 ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมาราว 5.88 หมื่นล้านบาทในเดือนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายสุทธิต่อเดือนมากที่สุดในรอบ 14 ปี แม้ว่าในเดือน มิ.ย. 2553 นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิ 2.97 พันล้านบาท แต่สรุปแล้วเมื่อเทียบ YTD ใน 1H53 นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดขายสุทธิอยู่ถึง 1.75 หมื่นล้านบาท
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนยอดซื้อสุทธิสะสม 1 ปีของนักลงทุนต่างชาติ (Cumulative Net Foreign Buying) เทียบกับมูลค่าตลาดรวม (Market Cap.) แล้ว พบว่า ณ ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 0.22% เท่านั้น (ภาพที่ 3) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 15 ปีที่ 0.43% อยู่พอสมควร
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของ “นายหมูบิน” เกี่ยวกับโอกาสที่ SET จะแกว่งตัวไปที่เป้าหมายปี 2553 ที่ 890 จุดได้ในช่วงปลายปีนั้น “นายหมูบิน” ประเมินว่า สัดส่วนยอดซื้อสุทธิสะสม 1 ปีของนักลงทุนต่างชาติ (Cumulative Net Foreign Buying) เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวม (Market Cap.) ก็ควรที่จะกลับไปที่ระดับ 0.43% ได้เป็นอย่างน้อย ซึ่งก็หมายความว่านักลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสุทธิราว 1.35 หมื่นล้านบาทใน 2H53 โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ 1) พื้นฐานของ SET ที่ยังคงไม่ได้แย่ลงกว่าในช่วงก่อนหน้าการชุมนุมทางการเมือง โดย “นายหมูบิน” คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของ SET ในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 15-25% YoY 2) ค่าเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ทิศทางดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง 3) ความเสี่ยงด้านการลงทุนของประเทศไทยในสายตานักลงทุนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากกการที่ CDS Spread ของไทยลดลง 7% หลังจากรัฐบาลยกเลิกเคอร์ฟิว
SET จะกลายเป็นของแพงเหนือ 850 จุด (ขึ้นอยู่กับว่าของดีจริงหรือเปล่า) : แม้ว่า Foreign Fund Flow จะยังคงยืนยันถึงสัญญาณที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ในเชิงมูลค่าแล้ว SET ที่ระดับปัจจุบันไม่ได้มีราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอีกแล้ว และการแกว่งตัวขึ้นของ SET เหนือ 850 จุดจะมีแรงต้านอยู่พอสมควร
ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ “นายหมูบิน” ประเมินว่าถ้า SET จะฝืนไปต่อเหนือ 850 จุด หุ้นในกลุ่ม Market Cap. ขนาดใหญ่ที่ยังคง Laggard อยู่ในช่วงที่ผ่านมาจะต้องถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่ในทางตรงกันข้ามถ้า SET จะถอยจริง ๆ หลังทดสอบ 850 จุดแล้วไม่ผ่าน หุ้นกลุ่ม Market Cap. ขนาดใหญ่ก็คงปรับตัวลงไม่มากเนื่องจากที่ผ่านมาเทียบ YTD แทบไม่ขึ้นเลย
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้เน้นหุ้นใหญ่เป็นหลักเนื่องจากปลอดภัยทั้งขาขึ้นและลง โดย “นายหมูบิน” แนะนำ SCB, BAY, KTB, KBANK, PTT, PTTEP และ BANPU ส่วนการลงทุนในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน “นายหมูบิน” ได้คัดสรรหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนมาให้แฟน ๆ พิจารณา 2 พอร์ตตามระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk Tolerance) ของแฟน ๆ แต่ละท่าน โดยหุ้นในพอร์ตความเสี่ยงสูง (High Risk) ประกอบด้วยหุ้น PTTEP, THAI, TUF, KCE, SAT, CFRESH และ CIMBT ขณะที่หุ้นในพอร์ตความเสี่ยงต่ำ (Defensive) ประกอบด้วยหุ้น ROJNA, LALIN, CPF, GFPT, DELTA, PS และ MCS
และสุดท้ายจริง ๆ กับช่องทางการพูดคุยกันในระหว่างสัปดาห์ แฟน ๆ สามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นไม่ใช่หุ้นอย่างเดียวอีกต่อไป (แต่หุ้นเด็ดยังมีอยู่) จาก “นายหมูบิน” ได้ในวันอาทิตย์ที่ FM 101 ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ในเวลา 10.00-13.00 น. แต่สำหรับท่านใดที่ต้องการได้รับข้อมูล Update หรือพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ “นายหมูบิน” ยังเหมือนเดิมส่งอีเมลมาได้ที่
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
ครับพี่น้อง











