Click

ธีระ โรจนาเปรมสุข
12-16 ธันวาคม 2554
จันทร์12 วันหยุดชดเชย
อังคาร13 Sideway แดนลบ
พุธ14 Sideway แดนลบ
พฤหัสฯ15 Sideway แดนลบ
ศุกร์16 Sideway แดนลบ

Login Form

:: The Interest Weekly News ::: ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
Prev Next

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง    GM  แอมเวย์ตุรกี  เชื่ออุตสาหกรรมขายตรงตุรกีบูม  หลังรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ  3.6  พันล้าน  จับทิศตลาดทั่วโลก  ขายตรงยังได้รับความนิยมสูง  ระบุคนมีการศึกษามองเห็นโอกาส  ล่าสุดเทงบ  1  ล้านยูเอสเปิดแอมเวย์ พลาซ่า อิสตันบูล  ตอกย้ำแบรนด์แอมเวย์  ลั่นตามรอยตลาดโลกออนไลน์มาแรง  พร้อมลงทุนแบบเต็มพิกัด  หลังตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก  ได้รับความนิยมทั่วโลก

Read more

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011  กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่องให้นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็น CEO of the year 2011 หรือผู้นำองค์กรที่โดดเด่นที่สุดในปี 2554 หลังจากเขาสามารถบริหารจัดการองค์กรภายใต้การบริหารให้สามารถรับมือกับปีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งมีแนวนโยบายการบริหารประเทศที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิงได้อย่างลงตัวปี 2554 ถือเป็นปีที่นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธ.ก.ส.คนปัจจุบันต้องทำงานเหนื่อยหนักกว่าผู้จัดการธ.ก.ส.ทุกคนในอดีตที่ผ่านมาเพราะในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีการเลือกตั้งและมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยรัฐบาลที่จากไปและเข้ามาใหม่มีแนวนโยบายบริหารประเทศแตกต่างกันออกไป

Read more

“วรพล” ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน

“วรพล”  ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน เลขา  ก.ล.ต.วรพล  โสคติยานุรักษ์  ถือโอกาสฉลองปี  2555  ครบรอบ  20  ปีการก่อตั้งสำนักงาน  ก.ล.ต.  และปีที่ตลาดทุนไทยเข้าสู่การเปิดเสรีเต็มรูปแบบ  ทำหน้าที่เป็น  หัวขบวนผลักดันตลาดทุนไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอาเซียน  โดยพลิกบทบาท  ก.ล.ต.ที่เป็น  “ผู้กำกับ”  มาเป็น  “เพื่อนคู่คิด”  นำพาภาคเอกชนมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย  ชี้ศักยภาพไทยที่เป็นทั้ง  Land  Link  และ  Culture  Link  ชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย  เริ่มต้นด้วยการนำทัพตลาดหลักทรัพย์ฯ  บล.  บลจ.  สานสัมพันธ์ไทยลาว ...

Read more

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!  กรุงศรีออโต้เล็งสินเชื่อปีนี้โตเลข  2  หลัก  จากปีก่อนทำสินเชื่อคงค้างได้เกินเป้า  1.42  แสนล้านบาท  เผยน้ำท่วมกระทบไม่มากลูกค้าขอยืดหนี้แค่  2%  ปรับโครงสร้างหนี้แค่  75  ราย  เชื่อปีนี้ตลาดรถยังไปได้สวย  จากแรงส่งทั้งคนรอรับรถตั้งแต่ปีก่อน  มีรถรุ่นใหม่ออก  มาตรการรถคันแรกของรัฐบาล  ล่าสุดจับมือไปรษณีย์ไทยเปิดช่องทางแจ้งขอใช้สินเชื่อ  คาดเพิ่มยอดได้อีกปีละ  500  ล้านบาท  ชี้เป็นเจ้าเดียวมีช่องทางให้บริการลูกค้ามากที่สุด

Read more

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา พีดีเฮ้าส์  เดินแผนการตลาดปี  2555  ลุยปักธงอีก  10  สาขาทั่วทุกภูมิภาค  โดยมีทั้งลงทุนเองและขายแฟรนไชส์หวังกวาดยอดขาย  1,200-1,400  ล้านบาท  มองแนวโน้มปีมะโรง  ตลาดรับสร้างบ้านกทม.และปริมณฑลครึ่งปีแรกชะลอตัว  เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเจาะกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัด

Read more

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน ฮอนด้าทำลายรถที่ได้รับความเสียจากน้ำท่วม  จำนวน  1,055  คัน  พร้อมยืนยันว่าไม่มีรถหลุดส่งมอบให้ลูกค้าอย่างแน่นอน  ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนอยู่ในโรงงานเท่านั้น  และยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก  

Read more

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา  ดีแทคเตรียมงบ 4 หมื่นล้านพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับการให้บริการโทรคมนาคมพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเครือข่ายล่มจากเหตุการณ์ 3 ครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่และหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

Read more

Home

สารพัด SELL…BLACK MONDAY 2011 โหด-มัน-ฮา ฆ่านักลงทุน โบดำคนบริหารตลาดหุ้นไทย

สารพัด SELL…BLACK MONDAY 2011 โหด-มัน-ฮา ฆ่านักลงทุน โบดำคนบริหารตลาดหุ้นไทย
Black Monday 2011 ตลาดหุ้นไทยมิคสัญญีทำนักลงทุนมึนตึ้บ ไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นเรื่อง “โหด มัน  ฮา”  ในวันเดียวแบบนี้มาก่อน   ชี้ตลาดอยู่ในเกมของเจ้ามือต่างชาติ+กองทุน   ตราบที่ยังทำรายการชอร์ตเซลได้ จะยังสามารถถูกตบขึ้นตบลงอีกหลายรอบ  สมาคมนักวิเคราะห์กลับตัว 360 องศาปรับตัวเลขคาดการณ์ดัชนีปลายปีใหม่ ยากส์จะเห็น 1,200 จุด  ด้าน นายจรัมพร  โชติกเสถียร ผู้จัดการตลาดหุ้นมึนตึ้บเหตุการณ์ ”ปลั๊กหลุด”

     ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่แดนมิคสัญญีจบตลาดกระทิง กลายเป็นช่วงเวลาของตลาดหมีเต็มตัวแล้ว หลังจากที่เกิดแรงขายกระหน่ำอย่างหนัก  ทั้งที่ทุกฝ่ายต่างมีความมั่นอกมั่นใจว่า หุ้นไทยเป็นหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ “TIP” ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี หุ้นถูกน่าลงทุนที่สุด กลับถูกเทขายหนักที่สุด นับจากต้นเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นมา ที่หุ้นปรับลดลงจากจุดสูงสุด 1,145 จุด ลงมาแรงสุดในวันที่ 5 สิงหาคม 2554 จากความตื่นตระหนกตกใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจของอเมริกา   จากนั้นราคาหุ้นก็ไหลลงมาเรื่อยๆ  ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมและกันยายน 2554 จนวันพฤหัสที่ 22-ศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554 ที่ตกลงมาแรงเช่นกันเองจากผิดหวังกับมาตรการการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเฟดที่เรียกว่า Oliver Twist   โดยดัชนีหลุดระดับ 1,000 จุดลงมาให้เห็น

    แต่สิ่งที่นักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลก คาดไม่ถึงและไม่นึกว่าจะได้เห็นคือ บรรยากาศของหุ้นไทยในวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2554 ที่หุ้นไทยกลายเป็น ตลาดมิคสัญญี มีแรงเทขายหุ้นราวกับว่ากำลังจะเกิดเหตุโลกแตกลงเสียเดี๋ยวนั้น   หุ้นไทยในวันที่ 26 กันยายน เป็นตลาดที่ปรับตัวลดลงหนักที่สุดนับจากที่เคยได้รับผลกระทบรุนแรงเมื่อครั้ง เกิดวิกฤตซับไพร์มเมื่อปี 2551(2008)  โดยลดลงมาเกือบชน 10%  โดยหุ้นเปิดตลาดวันที่ 26 กันยายนที่ 960 จุด ซึ่งไม่เพียงต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ 1,000 จุดเท่านั้นแต่ยังไหลลงมาเรื่อยๆ จนหลุด 900 จุดอย่างง่ายดาย ลงไปต่ำสุดที่ 867 จุด หรือลดลงมาประมาณ 93 จุด หรือคิดเป็นเกือบๆ 10% จากนั้นมีการรีบาวน์ขึ้นมาปิดที่ 904 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขาย 47,000 ล้านบาท
    หุ้นที่ปรับลดลงอย่างแรงจนทำนักลงทุนเป๋  คาดไม่ถึงว่าหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องจากวิกฤตในอเมริกาและยุโรปได้มากกว่าตลาดใดๆ ในโลก  โดยการปรับลดลงมากถึง 9.41% ทำให้นักลงทุนในหุ้นไทยออกจะเข็ดขยาดตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นการตกลงมาแรงพอๆกันกับเมื่อครั้งที่คนตื่นตะหนักในเหตุการณ์ซับไพร์ม เมื่อปี 2551 หรือ 2008 และเพียงอีก 0.59% นิดเดียวเท่านั้น ตลาดก็ต้องประกาศให้หยุดพักการซื้อขายชั่วคราว เป็นเวลา 30 นาทีตามเกณฑ์ ที่เรียกว่า เซอร์กิตเบรกเกอร์
    สำหรับหุ้นไทยตกอย่างแรงในวัน Black Monday 2011 (จันทร์ทมิฬ 2554) เป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่ามีทั้ง โหด-มัน-ฮา
    เป็นความโหด ที่มีการทุบทิ้งหุ้นอย่างไม่เลี้ยงในวันนั้น แบบที่นักลงทุน/เซียนหุ้นในตลาดหุ้นก็งงเป็นไก่ตาแตก ไม่คาดคิดว่าหุ้นจะหล่นได้แรงเกินหน้าเกินตาตลาดทั่วโลกได้ขนาดนั้น  จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าตลาดหุ้นกำลังตกอยู่ในเกมของต่างชาติและนักลงทุนสถาบันประเภทกองทุน  เพราะไม่เพียงโหดทุบหุ้นไม้ใหญ่ๆอย่างรวดเร็ว  ยังใช้วิธีการยืมหุ้นมาขายที่เรียกว่า ชอร์ตเซล กัน มันมือ ทั้งฝรั่งและกองทุน  นักลงทุนไทยที่ถือหุ้นอยู่ส่วนหนึ่งตกใจขายทิ้งตาม   ทำให้หุ้นยิ่งไหลทะรูดทะราดลดลงอย่างรวดเร็วเพียงในเวลาครึ่งวันเช้าทำให้นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งถูกคอลมาร์จิ้น  และฟอร์ซเซล  ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นตลาดแกรนด์เซล ที่มีทั้งแพนิคเซล  ชอร์ตเซล  และฟอร์ซเซล
    หุ้นที่ปรับลดลงเป็นลำดับตื่นตระหนกไปทั้งตลาดเมื่อรู้ว่า ตลาดปรับลงแบบ “ไม่ปกติ” เชื่อว่าจะหลุด 10% และเชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์จะต้องใช้มาตรการเบรกตลาดที่เรียกว่า “เซอร์กิตเบรกเกอร์” แน่ๆ  
     ทันทีเมื่อเปิดตลาดภาคบ่ายในช่วงเวลาประมาณ 14.36 น.ปรากฏว่ามาร์เก็ตติ้งต่างโทรศัพท์หาลูกค้ากันวุ่นวายทีเดียวว่าดัชนีลดลงแตะ 10% ตลาดหยุดขาย  แต่เพียงไม่ถึง 5 นาทีจู่ๆก็ปรากฏว่าตลาดกลับมาเปิดซื้อขายใหม่เป็นการกลับเข้ามาซื้อขายชนิดที่นักลงทุนตั้งหลักตั้งตัวกันไม่ทันทีเดียวกับดัชนีหุ้นไทยที่ปรับรีบาวน์ขึ้นมา
    กรณีดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจพลาดผิดทางเสียหายกันไปไม่น้อยทีเดียว  และกว่าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะออกมาบอกกล่าวว่าไม่ได้สั่งเซอร์กิตเบรกเกอร์ก็ผ่านไปเป็นชั่วโมง  เรียกว่านักลงทุนเขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ตลาดยังชักช้า และการชี้แจงไม่เคลียร์  และกลายเป็นเรื่อง ฮา  เพราะไม่คิดว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะแบ๊ะๆ ให้คำตอบชี้แจงไม่ได้ว่าทำไมจึงเกิดปัญหาขึ้นว่าทำไมอยู่ดีๆ ระบบการซื้อขายจึงหยุดไปตอนตลาดกำลังแตะดัชนีลบ 10% และถูกล้อว่า “สงสัยปลั๊กหลุด”
    ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ออกมาอธิบายภายหลังเกิดเหตุการณ์ยืนยันยังไม่มีการใช้ Circuit breaker  โดยตลาด mai  ติดลบแตะ 10% ก่อน (แว้บหนึ่ง) หยุดการซื้อขายชั่วคราวในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นผลจากการที่ระบบซื้อขายมีการป้องกันความเสียหายจากการปรับลดลงของดัชนี ส่งผลให้ระบบซื้อขายของทั้งตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอเปลี่ยนสถานะเป็นการหยุดซื้อขายชั่วคราว ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับลดลงยังไม่ถึงระดับที่กำหนดที่จะต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ระบบจึงได้ปรับสถานะตลาดให้สามารถซื้อขายต่อเนื่อง
    “ถ้าหากว่าเป็นตลาดที่อื่น ป่านนี้คงถูกเรียกร้องให้ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแสดงสปิริตรับผิดชอบอะไรกันออกมาบ้างแล้ว เพราะอาการปลั๊กหลุด แบบนี้ถือว่าไม่มีการอธิบายเหตุผลที่ดีพอ   ซึ่งการที่จู่ๆ ระบบสะดุดหยุดไปในช่วงที่กำลัง เข้าด้ายเข้าเข็ม ทำให้เกิดความเสียหายและเกิดการตัดสินใจในการลงทุนที่ผิดพลาดผิดทางทำให้เกิดความเสียหายกับนักลงทุนได้   เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ประเทศเกาหลี เกิดไฟฟ้าดับ 1 ชั่วโมงโดยไม่ทราบสาเหตุ รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่รับผิดชอบด้านพลังงานออกมาประกาศลาออกทันที เพราะเกาหลีไม่เคยมีไฟดับมาก่อน  แล้วของไทยไม่ต้องขนาดนั้นอย่างน้อยควรอธิบายให้ชัดเจนโปร่งใสมากขึ้นบกพร่องอย่างไรขอโทษก็ยังดี”   
    แหล่งข่าวกล่าวพร้อมระบุว่า
     “ถ้าต่อไปตลาดหลักทรัพย์ไทย มีการแปรรูป  พัฒนาระบบไอทีและเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน  แล้วมาเกิดเรื่อง ฮาๆ ปลั๊กหลุดแบบนี้ คงจะฮาไม่ออกแน่”

ตลาดหมียากเห็น 1,200
สมาคมนักวิเคราะห์ปรับเป้า
    วันนี้เมื่อตลาดพลิก ทำให้ประเมินกันว่าตลาดกระทิงที่ดันหุ้นขึ้นกว่า 1,144 จุด ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของปี แม้ตลาดจะรีบาวน์ฟื้นขึ้นมาใหม่ ก็เชื่อว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะได้เห็น 1,200 จุดเป็นเรื่องที่ยากมาก จะต้องมีการทบทวนเป้าหมายของดัชนีกันใหม่ ซึ่งสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ได้ให้รวบรวมตัวเลขจากนักวิเคราะห์กันใหม่แล้วด้วย
     นายสมบัติ  นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมบริษัทนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การลงทุนในช่วงนี้แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น และระยะยาว จากมาตรการ Operation Twist ของธนาคารกลางของสหรัฐ ที่มุ่งเป้ากดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลง ผู้ลงทุนจึงควรใช้ความรอบคอบในการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในขณะที่การลงทุนระยะสั้นในช่วงนี้ยังมีความไม่แน่นอน
     “ขณะนี้หุ้นไทยอยู่ในภาวะตลาดขาลง ซึ่งต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างชัดเจน หุ้นที่นักวิเคราะห์รวบรวมใน SAA Consensus จะเห็นได้ว่าหุ้นในกลุ่ม SET50 มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน 20-30% ซึ่ง ณ ระดับดัชนีที่ 900 จุด ผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 4% ถือว่าสูง ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ประกอบกับมีตัวช่วยจากนโยบายรัฐบาลที่ตลาดอื่นไม่มี คือ การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555 และจะลดเป็น 20% ในปี 2556 จะทำให้พื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยดีขึ้น  รวมทั้งมาตรการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือผู้ลงทุนต้องมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี” นายสมบัติ กล่าว
    “ภายหลังที่ดัชนีร่วงแรง สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จะเร่งสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์เพื่อประเมินดัชนีหุ้นไทยปลายปี โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากผลสำรวจออกมาเป้าดัชนีของนักวิเคราะห์จะปรับลดลงกว่าครั้งที่ผ่านมา” เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์กล่าว
     นายไพบูลย์ นลินทรางกูร  ประธานสภาตลาดทุนไทย และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า สำหรับหุ้นไทยที่ปรับลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหาจากภายนอกประเทศ อย่างเรื่องหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเด็ดขาดจึงทำให้ตลาดทุนทั่วโลกเกิดความกังวลส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย
    ทั้งนี้ หากการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศยุโรปยังยืดระยะเวลานานจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงได้อีก แต่ในทางกลับกันหากปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรปสามารถแก้ปัญหาได้และมีผลกระทบในวงจำกัดจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นได้
     “สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลงแรงมากนั้น มองว่าเป็นเรื่องของแพนิคเซลที่มีการเทขายออกมาจากความกังวลของปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศยุโรปและสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วง แต่เชื่อว่าในเร็วๆนี้กลุ่มประเทศยุโรปจะมีการออกมาตรการมาช่วยประเทศในยุโรปที่มีปัญหาหนี้สาธารณะสูง และปัญหาครั้งนี้อยู่ในวงจำกัดกว่าปี 2008 จึงเชื่อว่าในระยะกลางถึงยาวหุ้นทั่วโลกสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้”
     นายชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้   กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดโลกยังมีความระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์มีความเสี่ยง ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย  โดยผลกระทบที่เกิดจากแพนิคเซลในครั้งนี้ เนื่องจากตลาดไทยปรับตัวลงช้ากว่าตลาดอื่น และยืนยันว่าชอร์ตเซล ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดลง สำหรับตลาดอนุพันธ์ที่มีข่าวลือว่าเกิดการฟอร์ซเซล นั้น ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าน้อยมาก จึงไม่ใช่สาเหตุ เนื่องจากผู้ลงทุนในตลาดอนุพันธ์เข้าใจและปรับสถานะได้อย่างเหมาะสม
     “จากการประเมินว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง แต่ผู้ลงทุนต้องติดตามสถานการณ์ว่ายุโรปจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีอิทธิพลต่อตลาด ผู้ลงทุนควรระมัดระวังในการลงทุนโดยติดตามข่าวสารในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด” นายชาญชัยกล่าว
    นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง  กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงครั้งนี้ เป็นแรงขายจากต่างประเทศ ช่วงที่ผ่านมาตลาดอื่นปรับตัวลดลง และค่าเงินบาทในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย ค่อนข้างแข็งค่า ทำให้ผู้ลงทุนกลุ่มนี้ขายหุ้นออกมาเพื่อเยียวยากับการลงทุนในตลาดอื่น จากการประเมินเบื้องต้น เห็นว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรติดตามข้อมูลรวมทั้งงานวิจัยของโบรกเกอร์เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ซึ่งขณะนี้เป็นเวลาที่ผู้ลงทุนสามารถเริ่มทยอยสะสมลงทุนในหุ้น และกองทุน LTF/RMF ได้
     ทั้งนี้ เชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีสำหรับบริษัทสมาชิกและผู้ลงทุน ประการแรก คือการมีระบบมาร์จิ้น ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 มีระบบ Equity Credit Bureau ที่ทำให้บริษัทสมาชิกสามารถเห็นข้อมูลการให้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ทำให้มีข้อมูลที่ดีในการควบคุมการปล่อยสินเชื่อ และช่วยจำกัดความเสี่ยง สำหรับอัตราการวางหลักประกันในการซื้อขาย 15% เป็นเป็นอัตราที่เหมาะสม เพราะทำให้นักลงทุนมีความรอบคอบ

จรัมพรแจงชอร์ตหุ้นจิ๊บๆ
แบ๊ะ-แบ๊ะ ปลั๊กหลุด!
    นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาชี้แจงภายหลังที่ตลาดหุ้นไทยร่วงว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงเนื่องจากความกังวลของนักลงทุนจากวิกฤตหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปและรวมถึงปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงอย่างมาก ซึ่งในวันจันทร์หุ้นไทยร่วงแรงมากเนื่องจาก เมื่อเทียบการซื้อขายในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยที่อยู่ในกลุ่มประเทศ TIP ซึ่งประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ปรับลดลงในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยตลาดหลักทรัพย์ไทยลดลง 11.1% อินโดนีเซีย 11.6% และฟิลิปปินส์ 13.6% ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้ปรับลดลงไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วจึงทำให้เมื่อวันจันทร์ตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงตาม
     ทั้งนี้ ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับลดลง เป็นผลจากการลดลงของ 2 หมวดธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปใหญ่ ได้แก่ หมวดธนาคารที่ปรับลงกว่า 7 % และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ปรับลงเกือบ 9 % ซึ่งหมวดพลังงานได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ หมวดธนาคารได้รับผลกระทบจากปัญหาธนาคารในยุโรป ประกอบกับมีการกระจายสินทรัพย์จากสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงโดยเฉพาะน้ำมัน ทอง และหุ้น ไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
     อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนไทยมีพื้นฐานที่ดี เห็นได้จากความสามารถในการทำกำไรที่ดีต่อเนื่องโดยมีกำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 35% จากปีที่แล้ว และมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกลางสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ 110, 050 ล้านบาท และบริษัทต่าง ๆ มีแผนรองรับที่ดี แม้จะมีวิกฤตยุโรปก็ตาม
    “การที่ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงไม่ได้มาจากการชอร์ตเซล ของนักลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากการทำธุรกรรมดังกล่าวมีปริมาณน้อยมากจึงเชื่อว่าสาเหตุไม่ได้มาจากชอร์ตเซล ส่วนการบังคับขายในระดับต่ำหรือฟอร์ซเซล มีจำนวนที่น้อยเนื่องจากวงเงินการปล่อยมาร์จิ้น น้อยอยู่ที่ระดับ 30,000 ล้านบาทเท่านั้นจึงทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นน้อย”
    การชี้แจงดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า ตลาดจะไม่ห้ามการทำชอร์ตเซล  ซึ่งเซียนหุ้นในตลาดมองว่า ทำแบบนี้จะทำให้ต่างชาติชอบใจ เพราะถนัดเกมชอร์ตเซล  โดยในช่วงเกิดวิกฤตซับไพร์ม ก็มีการชอร์ตเซลหุ้นกันหนักจนในตลาดนิวยอร์กสั่งห้ามชอร์ตเซล แต่ของไทยไม่ได้ห้ามเพราะเหตุผลว่ามีสัดส่วนน้อยก็ยิ่งหวานหมู   นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังในการลงทุนให้มากในช่วงที่หุ้นยังผันผวนอยู่  
    สำหรับ กรณี Circuit Breaker ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯออกโรงชี้แจงรอบที่ 2 ของวันที่หุ้นไทยร่วงแรง ดังนี้
     “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาทางเทคนิคซึ่งไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ โดยการพักการซื้อขาย 5 นาทีไม่ใช่ความตั้งใจของตลาดหลักทรัพย์ฯที่จะทำให้เกิดขึ้น  พร้อมยืนยันว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีการแทรกแซง ด้านผลกระทบที่ขึ้นเครื่องหมาย H จากการตรวจสอบในเบื้องต้นไม่พบความเสียหาย”