หุ้นน่าลุ้น
ปตท. (PTT)
หุ้น ปตท. หรือ PTT ถูกมองข้ามมานาน จนทำให้คิดกันว่าเพราะผลจากการมีปัญหาในกรณีมาบตาพุดและความผันผวนจากราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้นักลงทุนพากันเมินหุ้นบลูชิปเหล่านี้ไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจ PTT ยังคงดีมีความก้าวหน้าในทางธุรกิจตามปกติ และผลประกอบการที่ออกมาก็ยังคงดีอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดล้วนเป็นผลทางด้านจิตวิทยามากกว่า ทำให้การเก็งกำไรในตัวหุ้นมีน้อยลงจากเดิมมาก และนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ผลที่เกิดมาวิเคราะห์วิจารณ์ตามกระแส เมื่อราคาหุ้นนิ่งก็จะมองว่ามีปัญหา แต่พอราคาวิ่งก็กลับคิดว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น นี่คือความคิดและความเชื่อของนักลงทุนทั่วไป ที่ชอบตามกระแสมากกว่าจะคิดตามเหตุผลที่เป็นจริง จึงเกิดช่องว่างในความคิดที่เป็นจริง
ปตท. หรือ PTT ได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่าไตรมาสแรกสามารถทำกำไรได้ถึง 2.3 หมื่นล้านบาท ผลงานดีกว่าที่ประเมินกันมาก และยังคงมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ก็คงไม่ได้แย่ลง เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันไม่ใช่เป็นแนวโน้มต่ำลง เป็นแค่การแกว่งตัวตามการเก็งกำไรในตลาดน้ำมันล่วงหน้าเท่านั้น จุดนี้เองที่มีการบอกว่าในช่วงที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง จะมีผลทำให้การเก็งกำไรราคาหุ้น PTT ในทิศทางอ่อนตัวลงด้วย นั่นคือโอกาสและจังหวะดีในการซื้อหุ้น ไม่ใช่มองเป็นวิกฤตจนกลับขายหุ้นออกเสียอีก อย่างนั้นก็เป็นการคิดที่ผิดพลาดซ้ำสอง แต่คงเป็นการยากที่จะทำใจให้แข็งสวนกระแสตลาดได้ เพราะโดยปกติเมื่อราคาหุ้น PTT อ่อนตัวลงก็มักจะออกมาวิจารณ์ซ้ำเติมกันว่ามีข่าวร้ายเกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น จนยากที่จะควบคุมอารมณ์ไว้ได้ เชื่อว่าส่วนมากคงต้องคิดหนีตายตามแนวคิดของการเก็งกำไรที่ว่าหนีก่อนมีโอกาสรอด แต่ความริงกลายเป็นการตกหลุมพรางโดยไม่รู้ตัว จากการมองการคาดหมายผลกำไรของ PTT ในปี 2553 นี้ ที่ 66,600 ล้านบาท ดูจะเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไปมาก แม้ว่าปัญหามาบตาพุดจะไม่จบลง แต่ไตรมาสแรกก็บอกชัดแล้วว่าธุรกิจสามารถดำเนินไปตามปกติได้ในระดับดี การขาดการสนับสนุนจากโครงการใหม่ๆ ก็แค่ทำให้ไม่มีรายได้ส่วนเพิ่มมาเสริมเท่านั้น จะไม่มีผลทำให้ผลการดำเนินงานปกติตกต่ำลงไปด้วย ดังนั้น เชื่อว่าผลประกอบการจริงของ PTT ควรสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาทได้ หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นได้ 24.66 บาท เมื่อนำเอาค่าพีอีของกลุ่มพลังงานในปัจจุบันที่อยู่ระดับ 10.65 เท่ามาคิด จะได้คำตอบออกมาว่าราคาควรยืนอย่างต่ำที่ 262.63 บาทได้ แต่คงด่วนสรุปอย่างนี้ไม่ได้ เพราะ PTT เป็นหุ้นบลูชิปที่เป็นลีดในกลุ่มและในตลาด ดังนั้น ควรมีค่าพีอีสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม จึงไม่ควรใช้ค่าพีอีกลุ่มมาคิด แต่ควรกลับไปใช้ค่าพีอีตลาดที่อยู่ระดับ 13.3 เท่ามาคิดมากกว่า ซึ่งคิดแล้วจะได้คำตอบใหม่ว่าราคาหุ้นที่เหมาะสมของ PTT คือ 328 บาทมากกว่า แต่ราคาในตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 255 บาท จึงมี Upside ได้อีก 28.62% โดยไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกประมาณ 3.86% ต่อปีรวมอยู่ด้วย อาจดูเหมือนผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่สูงมากนัก แต่เมื่อไปเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินปัจจุบันที่ให้ไม่เกิน 3% ต่อปีแล้ว ต้องบอกว่าลงทุนในหุ้น PTT ดีกว่ามาก มีโอกาสได้กำไร 2 ต่อ
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่นักลงทุนยังคงนิยมเลือกลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่มากกว่าธนาคารขนาดเล็ก โดยเฉพาะเหล่าบรรดาสถาบันต่างๆ จะนิยมเลือกลงทุนในธนาคารขนาดใหญ่ ด้วยความเชื่อที่ว่าธนาคารขนาดใหญ่มีความมั่นคงมากกว่า แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าแม้แต่ธนาคารขนาดใหญ่ในยุโรปและอเมริกาก็มีสิทธิล้มได้เช่นกัน ทำให้ความเชื่ออย่างนี้น่าจะเริ่มลดลง แต่สำหรับในตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับความนิยมเหมือนเดิม คือสถาบันการลงทุนต่างๆ จะเลือกหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ลงทุนมากกว่า ด้วยความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ามีความมั่นคงมากกว่านั่นเอง
ดังนั้น เมื่อมาดูธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ก็ต้องนับเป็นธนาคารขนาดใหญ่ในระบบการเงินเช่นกัน และแม้ว่าผลประกอบการของธนาคารจะไม่โดดเด่นเหมือนในอดีต ก็ยังบอกว่ายังเป็นธนาคารที่มีผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี จะเป็นด้วยมีการแข่งขันในตลาดการเงินมาก ทำให้ทุกธนาคารต้องคิดหากลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้ได้มากกว่าเดิม ล่าสุดทาง SCB ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ โดยวางแผนให้พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อคงค้างในปี 2553 นี้ อยู่ที่ 90,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 70,000 ล้านบาทแล้ว เท่ากับต้องเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ซึ่งทางผู้บริหารสินเชื่อในด้านนี้ก็เชื่อมั่นว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย เพราะธุรกิจสินเชื่อรถยนต์จะมีการเติบโตได้มากในช่วงปลายปี และยังมีการตั้งเป้าอีกว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าหรือปี 2555 จะมีการเพิ่มการให้สินเชื่อรถยนต์ใหม่เพิ่ม 25,000 คันต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีการอนุมัติสินเชื่อนี้อยู่แค่ 11,000 คันต่อเดือน เนื่องจากมองว่าตลาดรถยนต์ใหม่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอีก 5 ปีข้างหน้าทางธนาคารจะเป็นที่ 1 ในด้านยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์คงค้างสูงถึง 3 แสนล้านบาท การที่ธนาคารหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อรถใหม่เพราะมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่ารถเก่า จุดนี้จะทำให้ NPL ของธนาคารลดลงไปได้ด้วย
อันที่จริงผลประกอบการของธนาคารก็ดูดีมาตลอดจากไตรมาสแรกของปี 2553 นี้ ที่ทำได้ 6,374.71 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.92% ส่วนไตรมาส 2 กำไรอ่อนลงจากไตรมาสแรก แต่ยังดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทำกำไรได้ 5,315.70 ล้านบาท ดีกว่าปีก่อนแค่ 1.6% เท่านั้น รวม 6 เดือนมีกำไรแล้ว 11,690.41 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นได้ 3.45 บาท แต่ในครึ่งปีหลังมองว่าจากนโยบายในเชิงรุกมากขึ้นของ SCB น่าจะช่วยให้มีผลกำไรที่ดีกว่าครึ่งปีแรกได้ ทำให้คาดหมายได้ว่าจะมีกำไรในปี 2553 นี้ได้มากกว่า 24,800 ล้านบาท หรือเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 7.31 บาท เมื่อมาคำนวณราคาหุ้นที่เหมาะสมจากการใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 14.6 เท่ามาคิด จะได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้นควรเป็น 106 บาท ในขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันอยู่ระดับ 90 บาท เท่ากับยังมี Upside ได้อีก 18.59% ก็ยังพอมีช่วงการเก็งกำไรได้มากพอสมควร ทั้งนี้ยังไม่ได้คิดรวมอัตราเงินตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีกประมาณ 3% รวมอยู่ด้วย การมองหุ้นธนาคารขณะนี้ก็ด้วยความเชื่อของการเก็งกำไรในตลาดที่ว่า ก่อนหน้านี้ตลาดได้มีการเก็งกำไรในหุ้นธนาคารเล็กมานานแล้ว ดังนั้นจะเป็นรอบของหุ้นบลูชิปขนาดใหญ่ต่อไป ทำให้ต้องกลับมามองหุ้นบลูชิปในกลุ่มธนาคารที่เป็นกลุ่มหลักในตลาดด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอีกกลุ่มที่จะช่วยผลักดันดัชนีต่อไป
เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF)
ช่วงต้นปีที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีนักลงทุนคิดหรือเชื่อมั่นว่าธุรกิจอาหารและการส่งออกจะดีได้ เพราะยังคิดติดอยู่กับปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย ยิ่งทางยุโรปเกิดปัญหาทางการเงินตามมาอีก ก็ทำให้คิดกันว่าจะมีผลกระทบกับธุรกิจการส่งออกของไทยมาก รวมทั้งการเกิดปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ เกิดการจลาจลกลางกรุงเทพฯ ก็ยิ่งทำให้หวาดวิตกกันมากว่าจะมีผลกระทบกับธุรกิจต่างๆ มากมาย ไม่เว้นแม้จะเป็นธุรกิจส่งออกก็ตาม แต่ดูจะเป็นการคาดหมายหรือคิดผิดมาก เพราะพบว่าธุรกิจการส่งออกอาหารของไทยยังคงไปได้ดี และมีการเติบโตที่สูงจนแทบจะพูดได้ว่าปี 2553 นี้ กำลังเป็นปีทองของการส่งออกในธุรกิจอาหาร
เมื่อมาดูทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จะพบว่ามีข้อดีและมีจุดเด่นมากมาย ควรแก่การรับรู้และวิเคราะห์มาก เริ่มจากการดูผลประกอบการของ CPF จะพบว่าในไตรมาสแรกของปี 2553 นี้ ทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 3,224.43 ล้านบาท เป็นกำไรที่เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 318.47% แค่นี้ก็ดูจะมากจนน่ายินดีแล้ว แต่ไม่หยุดแค่นั้นมาไตรมาส 2 กลับมีการประเมินออกมาว่ากำไรจะเพิ่มเป็น 4,200 ล้านบาทได้ เท่ากับกำไรจะดีกว่าไตรมาสแรกอีกกว่า 30% นี่คือการแสดงให้รู้ว่าธุรกิจ CPF กำลังเติบโตได้ดีขนาดไหน เมื่อมาดูว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ CPF ขายของได้ดี มีกำไรมากอย่างนี้ก็พบว่าได้รับผลดีจากภัยแล้ง และโรคระบาดในหลายประเทศ รวมทั้งปัญหาน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก ทำให้ราคาสัตว์น้ำต่างๆ มีราคาสูง และราคาไก่ก็มีราคาสูงด้วย จุดนี้มีผลทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ CPF ที่ส่งออกขายต่างประเทศ ขายได้ราคาดี จึงมีกำไรสูง นอกจากนี้ตลาดในต่างประเทศก็มีการเติบโตที่ดีมากด้วย เช่น ตลาดในประเทศอินเดียและตลาดในประเทศตุรกีมีการเติบโตดีมาก ทำให้การขายอาหารไก่ อาหารกุ้งขายได้ราคาดี และในส่วนทางด้านต้นทุนวัตถุดิบกลับพบว่ามีราคาต่ำ จากการสต็อกล่วงหน้าไปเกือบสิ้นปีนี้ จึงเท่ากับ CPF จะยังมีวัตถุดิบราคาต่ำในการผลิตไปจนถึงสิ้นปี โอกาสในการทำกำไรสูงจึงยังมีต่อเนื่องไปตลอดปีนี้
เมื่อมาดูสัดส่วนการทำรายได้ของบริษัท พบว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศได้เพิ่มเป็น 19% ของรายได้รวมแล้ว จึงคาดว่าจุดนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการทำกำไรให้กับ CPF ต่อไปมาก โดยล่าสุดการที่รัสเซียมองหาแหล่งซื้อไก่แห่งใหม่ จะเป็นข่าวดีกับทาง CPF มาก เพราะมีการห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากสหรัฐในฐานะที่รัสเซียเป็นผู้นำเข้าเนื้อไก่มากที่สุดของโลก จึงสามารถคาดหมายได้เลยว่าจะเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจมาก และจะเป็นประโยชน์กับ CPF มากไปด้วย โดยสรุปจึงมีการประเมินว่าปี 2553 นี้ CPF จะมีกำไรมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทได้ และมีกำไรต่อหุ้นที่ 2 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสม โดยการใช้ค่าพีอีของกลุ่มอาหารฯที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 13.7 เท่า จะได้คำตอบว่าราคาควรยืน 27.40 บาทได้ แต่ราคาหุ้นในตลาดซื้อขายกันที่ 24 บาท จึงยังมี Upside ได้อีก 14.2% โดยยังไม่คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีกประมาณ 4% รวมอยู่ด้วย คงจะทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่า ทำไมราคาหุ้น CPF จึงยังเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง











