Click

ธีระ โรจนาเปรมสุข
12-16 ธันวาคม 2554
จันทร์12 วันหยุดชดเชย
อังคาร13 Sideway แดนลบ
พุธ14 Sideway แดนลบ
พฤหัสฯ15 Sideway แดนลบ
ศุกร์16 Sideway แดนลบ

Login Form

:: The Interest Weekly News ::: ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
Prev Next

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง    GM  แอมเวย์ตุรกี  เชื่ออุตสาหกรรมขายตรงตุรกีบูม  หลังรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ  3.6  พันล้าน  จับทิศตลาดทั่วโลก  ขายตรงยังได้รับความนิยมสูง  ระบุคนมีการศึกษามองเห็นโอกาส  ล่าสุดเทงบ  1  ล้านยูเอสเปิดแอมเวย์ พลาซ่า อิสตันบูล  ตอกย้ำแบรนด์แอมเวย์  ลั่นตามรอยตลาดโลกออนไลน์มาแรง  พร้อมลงทุนแบบเต็มพิกัด  หลังตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก  ได้รับความนิยมทั่วโลก

Read more

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011  กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่องให้นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็น CEO of the year 2011 หรือผู้นำองค์กรที่โดดเด่นที่สุดในปี 2554 หลังจากเขาสามารถบริหารจัดการองค์กรภายใต้การบริหารให้สามารถรับมือกับปีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งมีแนวนโยบายการบริหารประเทศที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิงได้อย่างลงตัวปี 2554 ถือเป็นปีที่นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธ.ก.ส.คนปัจจุบันต้องทำงานเหนื่อยหนักกว่าผู้จัดการธ.ก.ส.ทุกคนในอดีตที่ผ่านมาเพราะในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีการเลือกตั้งและมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยรัฐบาลที่จากไปและเข้ามาใหม่มีแนวนโยบายบริหารประเทศแตกต่างกันออกไป

Read more

“วรพล” ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน

“วรพล”  ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน เลขา  ก.ล.ต.วรพล  โสคติยานุรักษ์  ถือโอกาสฉลองปี  2555  ครบรอบ  20  ปีการก่อตั้งสำนักงาน  ก.ล.ต.  และปีที่ตลาดทุนไทยเข้าสู่การเปิดเสรีเต็มรูปแบบ  ทำหน้าที่เป็น  หัวขบวนผลักดันตลาดทุนไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอาเซียน  โดยพลิกบทบาท  ก.ล.ต.ที่เป็น  “ผู้กำกับ”  มาเป็น  “เพื่อนคู่คิด”  นำพาภาคเอกชนมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย  ชี้ศักยภาพไทยที่เป็นทั้ง  Land  Link  และ  Culture  Link  ชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย  เริ่มต้นด้วยการนำทัพตลาดหลักทรัพย์ฯ  บล.  บลจ.  สานสัมพันธ์ไทยลาว ...

Read more

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!  กรุงศรีออโต้เล็งสินเชื่อปีนี้โตเลข  2  หลัก  จากปีก่อนทำสินเชื่อคงค้างได้เกินเป้า  1.42  แสนล้านบาท  เผยน้ำท่วมกระทบไม่มากลูกค้าขอยืดหนี้แค่  2%  ปรับโครงสร้างหนี้แค่  75  ราย  เชื่อปีนี้ตลาดรถยังไปได้สวย  จากแรงส่งทั้งคนรอรับรถตั้งแต่ปีก่อน  มีรถรุ่นใหม่ออก  มาตรการรถคันแรกของรัฐบาล  ล่าสุดจับมือไปรษณีย์ไทยเปิดช่องทางแจ้งขอใช้สินเชื่อ  คาดเพิ่มยอดได้อีกปีละ  500  ล้านบาท  ชี้เป็นเจ้าเดียวมีช่องทางให้บริการลูกค้ามากที่สุด

Read more

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา พีดีเฮ้าส์  เดินแผนการตลาดปี  2555  ลุยปักธงอีก  10  สาขาทั่วทุกภูมิภาค  โดยมีทั้งลงทุนเองและขายแฟรนไชส์หวังกวาดยอดขาย  1,200-1,400  ล้านบาท  มองแนวโน้มปีมะโรง  ตลาดรับสร้างบ้านกทม.และปริมณฑลครึ่งปีแรกชะลอตัว  เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเจาะกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัด

Read more

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน ฮอนด้าทำลายรถที่ได้รับความเสียจากน้ำท่วม  จำนวน  1,055  คัน  พร้อมยืนยันว่าไม่มีรถหลุดส่งมอบให้ลูกค้าอย่างแน่นอน  ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนอยู่ในโรงงานเท่านั้น  และยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก  

Read more

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา  ดีแทคเตรียมงบ 4 หมื่นล้านพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับการให้บริการโทรคมนาคมพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเครือข่ายล่มจากเหตุการณ์ 3 ครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่และหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

Read more

Home

ซื้อรถ ซื้อบ้าน ลด 10%

ซื้อรถ ซื้อบ้าน ลด 10%
        ในยุคที่คนไทยกำลังคลั่งไคล้โครงการซื้อรถได้คืนภาษีแสนบาท ซื้อบ้านได้คืนภาษีห้าแสนบาท และอีกไม่นานคงเห็นการลดภาษีเงินได้ของนิติบุคคลลงจากร้อยละสามสิบเหลือร้อยละยี่สิบสามนั้น มีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้คนไทยได้ดูคือภาพยนตร์ชื่อ "CAPITALISM" : A love Story ของผู้กำกับที่ชื่อ Michael Moore

    ภาพยนตร์เรื่องนี้เท้าความถึงการลดภาษีเงินได้ของคนภายในอเมริกา ซึ่งเคยเสียภาษีก้าวหน้าในอัตราสุดท้ายสูงสุดถึงร้อยละ 90 ของรายได้ส่วนเพิ่มลงครึ่งหนึ่งในยุคประธานาธิบดีเรแกน บริษัทใหญ่ๆ ปลดคนงานลงหลายล้านคนเพื่อลดรายจ่าย ทำให้บางบริษัท เช่น บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส ของสหรัฐทำกำไรมากกว่า 4 พันล้านเหรียญ ทำให้ตลาดหุ้นในอเมริกาบูมขนานใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงใช้จ่ายเงินบริษัทอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ซื้อเครื่องบินส่วนตัวและเรือยอชต์จากเงินที่ได้จากการใช้อิทธิพล อำนาจทางการเงิน และเครือข่ายธุรกิจ การเมืองระดับสูงเอื้อประโยชน์ ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่ต่างไปจากการคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นในบ้านเราเท่าไรนัก

    ไมเคิล มัวร์ นำหลักฐานบันทึกของฝ่ายวิจัย กลุ่มธนาคารซิตี้กรุ๊ปสามฉบับ ซึ่งส่งให้นักลงทุนที่เป็นลูกค้าของธนาคารระบุว่า ความมั่งคั่ง (Wealth) และอำนาจ (Power) ในสหรัฐอเมริกานั้นตกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่อยู่บนจุดยอดของพีระมิดเพียง 1% ของจำนวนประชากรอเมริกัน ซึ่งมีความมั่งคั่งทางการเงินมากกว่าประชากรข้างล่างอีก 95% รวมกัน
    ในช่วงเวลาดังกล่าว สถาบันการเงินทั้งหลายซึ่งกลุ่มอำนาจอยู่ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทสามารถเข้าไปมีบทบาทอยู่ในรัฐบาลสหรัฐทุกยุคทุกสมัย โดยไมเคิล มัวร์ ชี้ให้เห็นว่ารัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งเป็นคนเปิดเสรีทางการเงิน (Deregulate the Banking Industry) ให้ธนาคารสหรัฐซึ่งเคยประกอบธุรกิจเพียงการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อ สามารถประกอบธุรกิจทางการเงินอื่นได้ทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาณิชธนกิจ ซึ่งนำมาสู่การแสวงหากำไรจากการค้าตราสารอนุพันธ์ จนทำให้เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐในเวลาต่อมา
    ที่น่าเจ็บใจคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐที่เป็นผู้สนับสนุนให้รัฐสภาอเมริกันยอมอนุมัติให้ใช้เงินภาษีของประชาชนกว่าห้าแสนล้านเหรียญสหรัฐ เข้าไปอุ้มสถาบันการเงินที่เสียหาย เช่น กลุ่มซิตี้ กรุ๊ป ธนาคารแห่งอเมริกา กลุ่มเอไอจี และโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งได้แก่ นายเฮนรี พอลสัน (Henry Paulson) นั้นคืออดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโกลด์แมน แซคส์ ก่อนหน้าที่จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง
    ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังขุดเอาพฤติกรรมต่างๆ ของสถาบันการเงินที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไปจ่ายเงินโบนัสให้ผู้บริหาร จ่ายเงินบริจาคให้พรรคการเมือง ในขณะที่ประชาชนคนธรรมดาที่ถูกชักชวนให้กู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกู้ยืมเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เพื่อการกู้ยืมเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น ถูกยึดบ้านที่อยู่อาศัย โดยมีกรณีหนึ่งที่เจ้าของบ้านถูกจ้างด้วยเงิน 1,000 เหรียญให้ช่วยกันขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านให้เรียบร้อย จนเจ้าของบ้านรายนี้ออกมาพูดว่าเขาเข้าใจแล้วว่า ตอนนี้ทำไมถึงมีคนอเมริกันบางคนออกมายิงกราดใส่ฝูงชนอย่างไม่มีเหตุผล เพราะคงไม่มีอะไรน่าแค้นใจไปกว่าการถูกหลอกให้เอาบ้านที่อยู่อาศัยมานานนับสิบปีไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืม และยังถูกคนยึดบ้าน จ้างให้ขนสิ่งของที่สะสมไว้ไปทำลายด้วยเงินเพียง 1,000 เหรียญ
    ไปหาดีวีดีภาพยนตร์เรื่องนี้มาดูเถิดครับ ผมไม่ทราบว่ามีขายหรือยัง ดูแล้วจะเห็นว่าคนชั้นกลางนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการก่อหนี้มานานแล้ว ด้วยเครื่องมือการตลาดทุกรูปแบบ รวมทั้งถูกกระตุ้นด้วยความโลภเมื่อเห็นใครต่อใครเขาก็รวยกันจากการลงทุนในตลาดหุ้น หรือตราสารอนุพันธ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยจริงๆ ก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่ลงทุนไปนั้นมีความเสี่ยงและเป็นความเสี่ยงที่สูงพอที่จะทำให้สิ้นเนื้อประดาตัวได้ง่ายๆ
    ส่วนคนที่รวยแล้ว และจะรวยยิ่งขึ้น จากการก่อหนี้ของคนชั้นกลางและคนระดับล่างคือคนที่มีเครือข่ายอยู่ในแวดวงธุรกิจการเงินและการค้าและผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งสามารถเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน แบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากหนี้ของคนชั้นกลางระดับล่างและคนระดับรากหญ้า ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามว่า ทำไมถึงยอมตกอยู่ในสภาพนี้ และคำตอบก็คือ คนเหล่านี้หวังว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสร่ำรวยเหมือนคนรวยที่เขาเห็นอยู่ และผมขอเติมนิดหนึ่งว่า ถ้าไม่ยอมก่อหนี้ก็ไม่มีวันรวย จึงก่อหนี้โดยหวังว่าจะรวยเหมือนคนอื่น
    ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกา และผลที่เกิดขึ้นตามมาคือความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจบนฐานรากที่เกิดจากกองทราย ท้ายที่สุดก็ต้องล่มสลาย ผมไม่เชื่อว่าประเทศไหนจะเจริญอย่างยั่งยืนบนบนกองหนี้ของประชาชนในประเทศ เพราะสหรัฐอเมริกาใช้วิธีสร้างความเจริญแบบนี้มาแล้วบนพื้นฐานของระบบทุนนิยม คนอเมริกันจึงกลายเป็นนักบริโภคนิยมและไม่ลังเลที่จะก่อหนี้ โดยข้อมูลในปี 2008 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนของคนอเมริกันสูงเกือบเท่าจีดีพีของประเทศ และพิสูจน์ให้เห็นว่าการที่รัฐบาลอเมริกันสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้โดยไม่ต้องมีอะไรหนุนหลัง ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจอเมริกามีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เพราะเป็นเศรษฐกิจที่โตขึ้นจากหนี้ของประชาชนที่ถูกมอมเมาให้เป็นนักบริโภคนิยม
    นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ทุกประเทศที่กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการบริโภคเกินตัวทั้งสิ้น ถ้าไม่ใช่รัฐบาลบริโภคคือใช้จ่ายเงินเกินตัว ก็เป็นเอกชนบริโภคก่อหนี้ก่อสินเกินตัว ไม่ได้เกิดจากการขาดทรัพยากร ขาดอาหาร ไม่มีที่อยู่อาศัย แต่เกิดจากการใช้ทรัพยากรเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นประเทศกรีซ อิตาลี สเปน หรือประเทศอื่นๆ ในยุโรป
    ความจริงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐหรือในยุโรปขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่บ่มเพาะมานานนับสิบปี เปรียบเสมือนรอยรั่วในเขื่อนที่ขยายตัวนั้น จนท้ายที่สุดเขื่อนทั้งเขื่อนก็พังลงมา เพราะน้ำหนักของน้ำในเขื่อนที่กักไว้
    ปัญหานี้เคยเกิดในทวีปอเมริกาใต้ เช่น ในประเทศอาร์เจนติน่าและบราซิล หลังจากนั้นก็มาเกิดในประเทศไทย จนเราบอกว่าแต่นี้ไปเราจะไม่พยายามรวยทางลัด โดยอาศัยเงินร้อนจากต่างประเทศ เราจะไม่ก่อหนี้ก่อสินเกินความจำเป็น โดยอาศัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ดูเหมือนว่าเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คืนเข้าสู่สภาพเดิม โดยไม่ตระหนักว่าความเจริญเติบโตของประเทศเกิดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพราะการก่อหนี้ของรัฐบาลและคนเอมริกัน รวมถึงคนยุโรป และเมื่อปัญหาหนี้ทำให้เศรษฐกิจอเมริกันและยุโรปมีปัญหา เราควรจะอยู่จะกินอย่างพอเพียง หรือก้มหน้าก้มตาก่อหนี้กันต่อไป เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวและนายทุนร่ำรวย
    มาถึงตรงนี้ ก็อยากสะกิดคนที่มีความ "อยาก" ที่จะซื้อรถซื้อบ้าน เพียงเพราะอยากได้คืนเงินภาษีว่า ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือซื้อรถ ถ้าไม่มีเงินสดจะซื้อ ไม่ว่าจะเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีเลย ท่านก็ยังต้องไปกู้เงินเขามาซื้อ ต้องผ่อนคืนเงินต้น จ่ายงวด ต้องจ่ายดอกเบี้ยซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น ถ้าจะซื้อสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ท่านควรคิดให้มากๆ หลายตลบก็คือความสามารถของท่านที่จะหารายได้มารับภาระค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น อย่าซื้อตามแห่เพื่อขอรับภาษีคืนเท่านั้น
    ความจริงควรคิดให้ดีๆ ว่าการคืนภาษีไม่เกิน 100,000 บาทให้ท่าน โดยคิดจากราคารถไม่เกิน 1 ล้านบาท จะเท่ากับการให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อเพียง 10% โดยจะจ่ายคืนให้ภายใน 1 ปีหลังจากที่ท่านซื้อ ส่วนการคืนภาษีไม่เกิน 500,000 บาทให้ท่าน คือการให้ส่วนลดไม่เกิน 10% แก่ท่านที่ซื้อบ้านในราคา 5,000,000 บาท โดยทยอยจ่ายส่วนลดคืนให้ท่านเป็นเวลา 5 ปี ลองสมมติดูนะครับว่า ถ้ามีบริษัทรถหรือบริษัทบ้านแห่งใดแห่งหนึ่งโฆษณาอย่างนี้ท่านจะตัดสินใจเข้าไปซื้อหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีภาษีบ้าน ถ้าท่านไม่มีภาระภาษีต้องจ่าย ท่านจะไม่มีวันได้รับภาษีคืน เพราะเขาถือเป็นเงินที่นำไปหักเป็นค่าลดหย่อนสำหรับคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายให้กรมสรรพากร
    ความจริงทั้งการคืนภาษีบ้านและรถนั้น คือการส่งเสริมธุรกิจขายบ้านและขายรถ รวมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่รถ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างโดยตรง ผมไม่เข้าใจว่า ถ้ามีบ้านเหลือค้างจำหน่าย ทำไมรัฐบาลต้องไปยอมให้นำเงินซื้อบ้านไปหักเป็นค่าลดหย่อนภาษี บริษัทผู้ประกอบการจะลดราคาบ้านลงมา 10% เพื่อกระตุ้นการขายเองไม่ได้หรือครับ หรือว่าการให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ จะทำให้การโปรโมชั่นขายบ้านขายรถเข้าถึงผู้บริโภคทั้งประเทศ โดยผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา แต่มีรัฐมนตรีเป็นพรีเซนเตอร์ให้ฟรีๆ และสื่อมวลชนก็โฆษณาให้ฟรีๆ โดยไม่รู้ตัวก็ไม่รู้
    ท่านผู้อ่านครับ เชื่อผมเถอะครับว่า โครงการคืนภาษีบ้านและรถ คือการเสนอขายรถและขายบ้านโดยมีส่วนลด 10% โดยท่านจะได้รับส่วนลดคืน 1 ปี หลังจากซื้อรถ และได้รับส่วนลดทยอยคืนภายใน 5 ปีถ้าซื้อบ้าน แต่ส่วนลดนี้ท่านจะไม่ได้รับ ถ้าท่านมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษีให้รัฐบาล ส่วนดอกเบี้ยและค่าโอนต้องเสียตามเกณฑ์ปกติ
    ถ้าท่านพิจารณาแบบนี้แล้วยังอยากได้บ้านได้รถ โดยไม่กลัวว่าถ้าท่านเกิดตกงานเพราะบริษัทที่ท่านทำงานอยู่เกิดปิดกิจการไปเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ หรือลูกของท่านจะต้องเรียนมหาวิทยาลัยหรือจ่ายแป๊ะเจี๊ยะเข้าเรียนอนุบาล ก็เชิญซื้อตามสะดวกครับ...แต่อย่าซื้อเพราะเห่อเรื่องคืนภาษีก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าทำไมไม่สะกิดเตือนกันบ้างในฐานะคนชอบๆ กัน