Click

ธีระ โรจนาเปรมสุข
12-16 ธันวาคม 2554
จันทร์12 วันหยุดชดเชย
อังคาร13 Sideway แดนลบ
พุธ14 Sideway แดนลบ
พฤหัสฯ15 Sideway แดนลบ
ศุกร์16 Sideway แดนลบ

Login Form

:: The Interest Weekly News ::: ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
Prev Next

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง    GM  แอมเวย์ตุรกี  เชื่ออุตสาหกรรมขายตรงตุรกีบูม  หลังรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ  3.6  พันล้าน  จับทิศตลาดทั่วโลก  ขายตรงยังได้รับความนิยมสูง  ระบุคนมีการศึกษามองเห็นโอกาส  ล่าสุดเทงบ  1  ล้านยูเอสเปิดแอมเวย์ พลาซ่า อิสตันบูล  ตอกย้ำแบรนด์แอมเวย์  ลั่นตามรอยตลาดโลกออนไลน์มาแรง  พร้อมลงทุนแบบเต็มพิกัด  หลังตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก  ได้รับความนิยมทั่วโลก

Read more

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011  กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่องให้นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็น CEO of the year 2011 หรือผู้นำองค์กรที่โดดเด่นที่สุดในปี 2554 หลังจากเขาสามารถบริหารจัดการองค์กรภายใต้การบริหารให้สามารถรับมือกับปีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งมีแนวนโยบายการบริหารประเทศที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิงได้อย่างลงตัวปี 2554 ถือเป็นปีที่นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธ.ก.ส.คนปัจจุบันต้องทำงานเหนื่อยหนักกว่าผู้จัดการธ.ก.ส.ทุกคนในอดีตที่ผ่านมาเพราะในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีการเลือกตั้งและมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยรัฐบาลที่จากไปและเข้ามาใหม่มีแนวนโยบายบริหารประเทศแตกต่างกันออกไป

Read more

“วรพล” ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน

“วรพล”  ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน เลขา  ก.ล.ต.วรพล  โสคติยานุรักษ์  ถือโอกาสฉลองปี  2555  ครบรอบ  20  ปีการก่อตั้งสำนักงาน  ก.ล.ต.  และปีที่ตลาดทุนไทยเข้าสู่การเปิดเสรีเต็มรูปแบบ  ทำหน้าที่เป็น  หัวขบวนผลักดันตลาดทุนไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอาเซียน  โดยพลิกบทบาท  ก.ล.ต.ที่เป็น  “ผู้กำกับ”  มาเป็น  “เพื่อนคู่คิด”  นำพาภาคเอกชนมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย  ชี้ศักยภาพไทยที่เป็นทั้ง  Land  Link  และ  Culture  Link  ชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย  เริ่มต้นด้วยการนำทัพตลาดหลักทรัพย์ฯ  บล.  บลจ.  สานสัมพันธ์ไทยลาว ...

Read more

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!  กรุงศรีออโต้เล็งสินเชื่อปีนี้โตเลข  2  หลัก  จากปีก่อนทำสินเชื่อคงค้างได้เกินเป้า  1.42  แสนล้านบาท  เผยน้ำท่วมกระทบไม่มากลูกค้าขอยืดหนี้แค่  2%  ปรับโครงสร้างหนี้แค่  75  ราย  เชื่อปีนี้ตลาดรถยังไปได้สวย  จากแรงส่งทั้งคนรอรับรถตั้งแต่ปีก่อน  มีรถรุ่นใหม่ออก  มาตรการรถคันแรกของรัฐบาล  ล่าสุดจับมือไปรษณีย์ไทยเปิดช่องทางแจ้งขอใช้สินเชื่อ  คาดเพิ่มยอดได้อีกปีละ  500  ล้านบาท  ชี้เป็นเจ้าเดียวมีช่องทางให้บริการลูกค้ามากที่สุด

Read more

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา พีดีเฮ้าส์  เดินแผนการตลาดปี  2555  ลุยปักธงอีก  10  สาขาทั่วทุกภูมิภาค  โดยมีทั้งลงทุนเองและขายแฟรนไชส์หวังกวาดยอดขาย  1,200-1,400  ล้านบาท  มองแนวโน้มปีมะโรง  ตลาดรับสร้างบ้านกทม.และปริมณฑลครึ่งปีแรกชะลอตัว  เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเจาะกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัด

Read more

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน ฮอนด้าทำลายรถที่ได้รับความเสียจากน้ำท่วม  จำนวน  1,055  คัน  พร้อมยืนยันว่าไม่มีรถหลุดส่งมอบให้ลูกค้าอย่างแน่นอน  ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนอยู่ในโรงงานเท่านั้น  และยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก  

Read more

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา  ดีแทคเตรียมงบ 4 หมื่นล้านพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับการให้บริการโทรคมนาคมพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเครือข่ายล่มจากเหตุการณ์ 3 ครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่และหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

Read more

Home

เปิดเสรีการเงินกระทบแบงก์ไทย แข่งขันเดือดทั้งทางตรง/ทางอ้อม

เปิดเสรีการเงินกระทบแบงก์ไทย แข่งขันเดือดทั้งทางตรง/ทางอ้อม
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  รายงานบทวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันการเงินของไทย  ภายหลังการเปิดเสรีการค้าและบริการ  และการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (AEC)  ว่า  ท่ามกลางกระแสการเปิดเสรีการค้าและบริการ  โดยเฉพาะภายใต้เส้นทางสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (AEC)  สาขาบริการด้านการเงินก็เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่หลีกหนีทิศทางดังกล่าวไปไม่พ้น

ถึงแม้ว่าความคืบหน้าของการเจรจากรอบการเปิดเสรีสำหรับสาขาบริการด้านการเงินดังกล่าว  จะยังไม่ชัดเจนและก้าวหน้าเท่ากับมิติของสินค้าที่ได้เข้าสู่จังหวะของการลดภาษีเป็นส่วนใหญ่แล้วตั้งแต่ปี  2553  ก็ตาม  โดยจากการเจรจารวม  5  รอบตั้งแต่ปี  2539-2554  ภาคส่วนที่มีความคืบหน้ามากที่สุด  คือ  สาขาหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ได้ถึง  100%  ในบางธุรกิจ  ในกิจการที่มีอยู่แล้ว  ขณะที่  อีกสองสาขาหลักที่เหลือ  ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์และประกันภัย  ยังไม่ได้มีข้อผูกพันด้านการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติเกินกว่า  49%  ที่ชัดเจนเท่ากับสาขาหลักทรัพย์
    กระนั้นก็ดี  ด้วยเล็งเห็นถึงทิศทางของการเปิดเสรีภาคบริการในสาขาหลักๆ  ดังกล่าวล่วงหน้า  ทางการไทยได้จัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ/สถาบันที่อยู่ภายใต้การดูแลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  เพื่อเสริมความพร้อมและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ/สถาบันเหล่านั้นให้สูงขึ้น  ขณะเดียวกัน  ก็วางแนวทางไปสู่การเพิ่มบทบาทของผู้เล่นรายใหม่และสถาบันการเงินต่างชาติมากขึ้นกว่าเดิม  และด้วยเงื่อนเวลาที่งวดเข้ามามากกว่ากรอบการเปิดเสรีในเวทีภูมิภาค  อาทิ  การพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ใหม่ตั้งแต่ปี  2555  และใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปี  2557  ขณะที่  รัฐบาลปัจจุบันแสดงเจตนารมณ์ที่ต้องการเร่งการเปิดเสรีดังกล่าว  โดยเฉพาะในส่วนของธนาคารพาณิชย์  ให้เร็วขึ้นอีก  ทั้งนี้  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ได้รวบรวมประเด็นเกี่ยวกับความพร้อมของธนาคารพาณิชย์ไทยในการรองรับการเปิดเสรีในอนาคต  และข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ดังนี้

เร่งเปิดเสรีเอื้อประโยชน์ผู้บริโภคไทย
    สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  หลังจากที่ได้ริเริ่มแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่  1  ตั้งแต่ปี  2547-2552  ซึ่งมีหนึ่งในนโยบายสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลแล้ว  ธปท.ได้นำเสนอแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่  2  (ปี  2553  –  2557)  ซึ่งครอบคลุมถึงเป้าหมายในการเปิดตลาดและให้โอกาสสถาบันการเงินต่างชาติในการทำธุรกิจในไทยในกรอบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็น  การพิจารณาให้ใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ  (New  License)  กับบางสาขาธุรกิจก่อน  (Microfinance,  IB,  Trust  Bank  และ  Islamic  Bank)  รวมถึงอนุญาตให้  Foreign  Bank  Branch  และ  Subsidiary  มีช่องทางเพิ่มเป็นไม่เกิน  20  สาขา  และ  20  เอทีเอ็ม  (แต่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนชั้นที่  1  เป็นไม่ต่ำกว่า  1  หมื่นล้านบาท)  ในปี  2555  และการพิจารณาให้ใบอนุญาตรายใหม่  (ถ้าสถาบันการเงินในประเทศมีความพร้อม)  ในปี  2557
      อย่างไรก็ตาม  รัฐบาลชุดปัจจุบัน  มีแนวทางที่จะเลื่อนกำหนดการในส่วนนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม  โดยมุ่งหวังที่จะดึงธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ  1-3  ของกลุ่มอาเซียน  และอาเซียน+3  (จีน  เกาหลีใต้  และญี่ปุ่น)  ให้เข้ามาทำธุรกิจในไทย  เพื่อเพิ่มการแข่งขันของการให้บริการด้านการเงินในประเทศ  อันย่อมจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและธุรกิจในประเทศ  ทั้งในมิติของการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการ  การนำเสนอราคาที่ดีขึ้น  และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น  รวมถึงคุณภาพของบริการที่สูงขึ้นอีกในอนาคต  ขณะเดียวกัน  ก็ช่วยส่งเสริมให้กิจการและผู้บริโภคไทยสามารถลงทุนในต่างประเทศ  ได้สะดวกขึ้น  ภายใต้เงื่อนไขการให้บริการที่ดีขึ้นด้วย  ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น  ทั้งในมิติของการค้า  การลงทุนโดยตรง  และการออม/ลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินของประเทศอาเซียน+3

ฐานะทางการเงินดีขึ้นกว่าในอดีต
      หากพิจารณาความสามารถของธนาคารพาณิชย์ไทยในการรองรับกรอบการเปิดเสรีฯ  ที่เร็วขึ้น  จากมิติของฐานะทางการเงิน  พบว่า  ปรับตัวดีขึ้นค่อนข้างมากในรอบกว่า  10  ปีที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นอัตราการทำกำไรในรูปของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย  (Net  Interest  Margin)  คุณภาพสินเชื่อที่ประเมินจากสัดส่วนเอ็นพีแอลที่อยู่ในระดับต่ำ  และสัดส่วนการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญต่อเอ็นพีแอล  (Loan  Loss  Coverage  Ratio:  LLR)  ที่เพิ่มขึ้น  ฐานะสภาพคล่องปรับตัวดีขึ้น  ตลอดจน  ฐานะเงินกองทุนที่เข้มแข็งขึ้นมาก  
      นอกจากนี้  จำนวนช่องทางการขาย  โดยเฉพาะสาขาและเอทีเอ็ม  ก็เพิ่มจำนวนขึ้นกว่า  1.5  และ  8  เท่าตัวจากช่วงหลังวิกฤตปี  2540  มาที่  6  พันแห่ง  ณ  สิ้นเดือนมิถุนายน  2554  และประมาณ  4.4  หมื่นเครื่อง  ณ  สิ้นปี  2553  ตามลำดับ  เช่นเดียวกับจำนวนพนักงานที่ไต่ระดับขึ้นจากช่วงต่ำสุดที่ประมาณ  8.3  หมื่นคนในปี  2545  มาที่  1.23  แสนคนในช่วงกลางปี  2554  ที่ผ่านมา




      จากภาพสะท้อนผลสัมฤทธิ์เชิงบวกจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการแข่งขัน  รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป  ภายใต้ภูมิต้านทานต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น  (ดังจะเห็นได้จากผลกระทบที่จำกัดจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐในปี  2551)  โดยทั้งหมดนี้  มีแรงสนับสนุนที่สำคัญจากพัฒนาการด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน  ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การกันสำรองตาม  IAS39  เกณฑ์การกำกับเงินกองทุน  Basel  II  และ  III  การปรับปรุงมาตรฐานบัญชี  ตลอดจน  แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่  1  และ  2  ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี  2547  และ  2553  ตามลำดับ

พร้อมแข่งแค่ในประเทศยังไม่ถึงภูมิภาค
      ความพร้อมทั้งในมิติของด้านการเงิน  เงินกองทุน  และเครือข่ายสาขาในการให้บริการ  รวมถึงจุดแข็งด้านความคุ้นเคยกับลูกค้าและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ดังกล่าว  ช่วยให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถรักษาประสิทธิภาพในการแข่งขันได้  โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ไทย  4  แห่งขนาดใหญ่ที่ยังคงมีผู้ถือหุ้นใหญ่สัญชาติไทย  (ดังจะเห็นได้จากส่วนแบ่งตลาดสินทรัพย์ที่สูงกว่า  60%  ตลอดช่วงกว่า  10  ปีที่ผ่านมา)  แต่คงต้องยอมรับว่าความสามารถในการแข่งขันดังกล่าว  เน้นไปที่เวทีในประเทศ  มากกว่าการให้บริการลูกค้านอกประเทศ  ซึ่งสำหรับตลาดในประเทศนั้น  แผนการเร่งรัดการเปิดเสรีฯ  คงนำมาสู่จำนวนคู่แข่งที่เพิ่มจำนวนขึ้น  หรือมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยงในอนาคต  ดังจะเห็นได้จากการที่  ในปัจจุบัน  มีสถาบันการเงินทั้งจากมาเลเซียและสิงคโปร์หลายราย  ต่างก็ให้ความสนใจเพิ่มบทบาทในธุรกิจสถาบันการเงินไทย  ในธนาคารพาณิชย์  บริษัทหลักทรัพย์  และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม  มากขึ้น

    

      ขณะที่  แนวทางการเปิดเสรีธุรกิจธนาคารพาณิชย์  ที่มุ่งพัฒนาการให้บริการทางการเงินเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าและการลงทุนที่มีความเชื่อมโยงกับอาเซียนมากขึ้นดังกล่าว  แม้ว่าจะเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างโอกาสสำหรับธนาคารพาณิชย์ไทยในการให้บริการด้านการเงินนอกพรมแดน  จากการที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ  คงทยอยเพิ่มความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินต่างชาติในอาเซียนเช่นเดียวกัน  ซึ่งเป็นเส้นทางที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และกลางกำลังมุ่งไปอยู่แล้ว  (โดยปัจจุบันมีสาขา  หรือสำนักงานตัวแทนอยู่ในจีน  ลาว  กัมพูชา  มาเลเซีย  เวียดนาม  พม่า  ฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย  และฮ่องกง)  แต่คงต้องยอมรับว่า  เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นสถาบันการเงินระดับภูมิภาคที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า  ประเทศไทยอาจยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากกรอบการเปิดเสรีฯ  อย่างเต็มที่  ดังจะเห็นได้จากขนาดสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่เฉลี่ย  4  แห่ง  ที่ยังเล็กกว่าธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของสิงคโปร์และมาเลเซีย  ถึง  3.6  และ  1.7  เท่า  ตามลำดับ
      นอกจากนี้  ธนาคารพาณิชย์ระดับภูมิภาคดังกล่าว  ก็มีสาขาของธนาคารพาณิชย์  และธุรกิจการเงินในเครือ  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจจัดการลงทุน  บริษัทเงินทุน  Investment  Banking  บริษัทหลักทรัพย์  และประกัน  ในประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ไทยเข้าไปแล้วเช่นกัน  อาทิ  จีน  มาเลเซีย  บรูไน  กัมพูชา  เวียดนาม  และอินโดนีเซีย  ขณะที่  หากประเมินในมิติของจำนวนเครือข่ายสาขานั้น  พบว่าธนาคารระดับภูมิภาค  มีสาขาในหลายประเทศในจำนวนที่มากกว่าธนาคารพาณิชย์ไทย  โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีและเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจไทยให้ความสนใจไปลงทุนสูง  อาทิ  อินโดนีเซีย  โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดรวม  3  อันดับแรกในมาเลเซียและสิงคโปร์  มีสาขาในอินโดนีเซียรวมทั้งสิ้น  1,099  และ  101  แห่ง  ตามลำดับ  ขณะที่  ธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่มีเพียง  1  สาขาเท่านั้น  สถานการณ์คล้ายกันก็ปรากฏขึ้นในกรณีของประเทศจีน  ซึ่งธนาคารสิงคโปร์ขนาดใหญ่  3  แห่ง  มีจำนวนสาขามากกว่าธนาคารไทยขนาดใหญ่  แต่สำหรับบางประเทศอย่างเช่นเวียดนาม  ซึ่งมีธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนมากนั้น  พบว่าธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่มีสาขาและธนาคารพาณิชย์ร่วมลงทุน  ในปริมาณที่แข่งขันได้กับธนาคารคู่แข่งจากมาเลเซียและสิงคโปร์

เปิดเสรีหลักทรัพย์กระทบทางอ้อม
      แม้กรอบการเปิดเสรีใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์  มีโอกาสเกิดขึ้นในปี  2557  (ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่  2)  แต่การเปิดเสรีใบอนุญาตธุรกิจหลักทรัพย์  (ทั้ง  4  ประเภท  ได้แก่  ก.  ข.  ค.  และ  ง.)  ในวันที่  1  มกราคม  2555  ซึ่งหมายความว่าสถาบันการเงินต่างชาติสามารถขอใบอนุญาตเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ที่ประกอบธุรกิจดังกล่าวโดยถือหุ้น  100%  ได้  รวมถึงแผนการให้ใบอนุญาตเฉพาะสาขาธุรกิจของ  ธปท.ในปีเดียวกัน  คงจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์  ผ่านบริษัทหลักทรัพย์  และบลจ.ในเครือ  (ภายใต้รูปแบบธุรกิจแบบ  Universal  Banking)  รวมถึงธุรกิจการค้าและจัดจำหน่ายตราสารหนี้ของธนาคารพาณิชย์  
      นอกจากนี้  แผนของทางการไทยที่เตรียมอนุญาตให้  บล.ทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  และโครงการ  ASEAN  Linkage  ที่  บล.ที่เข้าร่วมโครงการสามารถให้บริการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบันและรายย่อยจากประเทศหนึ่ง  ไปยังอีกประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ  (ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายปี  2554-2555  นี้)  คาดว่าจะทำให้  บลจ.และธนาคารพาณิชย์ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์การออม  การบริหารทรัพย์ส่วนบุคคล  และ/หรือบริการด้านอัตราแลกเปลี่ยน  อาจต้องปรับกลยุทธ์  เพื่อรับมือกฎกติกา  และสภาวะการแข่งขันที่คงแตกต่างออกไปในอนาคต  ขณะที่  คงต้องติดตามท่าทีของ  ธปท.ในการดูแลผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าวต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย  ซึ่งในเบื้องต้น  คาดว่าอาจออกมาในรูปของการเพิ่มความยืดหยุ่นของวงเงินที่อนุมัติให้  กลต.ในการจัดสรรวงเงินย่อยให้กับแต่ละ  บล.และรายลูกค้า  จากวงเงินที่อนุมัติอยู่แล้วในปัจจุบัน