DBprintingDBprintingDBprinting
Home ตลาดเงิน Money News “เสี่ยปั้น” ควบเอ็มดี KBANK

“เสี่ยปั้น” ควบเอ็มดี KBANK

PDF
Print
E-mail
Written by tariya
Thursday, 15 July 2010 16:10

เปิดเวที 4 รองประชันฝีมือ

“เสี่ยปั้น”  จำใจนั่งควบ  2  ตำแหน่ง  หลัง  “ประสาร”  หนีไปเป็นผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ  ชี้ไม่พร้อมแต่งตั้งใครมาแทน  เลยขอปรับโครงสร้างการบริหารใหม่  แบ่งเป็น  4  ภูมิ  ดึงผู้บริหารรุ่นใหม่  4  คน  รับช่วงบริหารต่อ  ระบุองค์กรที่ดีต้องปรับได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  ขณะที่  “ประสาร”  เชื่อผู้บริหารรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพ  ช่วยพัฒนาแบงก์ให้เติบโตได้  พร้อมมองสถาบันการเงินมีศักยภาพมากกว่าในอดีต  แต่ลูกค้ายังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินราคาถูก
นายบัณฑูร  ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ธนาคารกสิกรไทย  (KBANK)  เปิดเผยว่า  หลังจากที่  ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารกสิกรไทย  ได้ลาออก  เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  ส่งผลให้คณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย  มีมติให้  นายบัณฑูร  ล่ำซำ  ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ
พร้อมกันนี้ธนาคารได้ปรับโครงสร้างการบริหารของเครือธนาคารกสิกรไทยใหม่  โดยแบ่งเป็น  4  ภูมิ  (Domain)  ซึ่งมีผู้ประสารงานภูมิ  4  คน  ได้แก่  ภูมิด้านธุรกิจ  (Business  Domain)  คือ  นายกฤษฎา  ล่ำซำ  รองกรรมการผู้จัดการ  เป็นผู้ประสารงานภูมิด้านธุรกิจ  โดยจะดูแลเรื่องการบริการลูกค้า  (สินเชื่อและธุรกรรม)  การออกผลิตภัณฑ์ใหม่  กรตลาดทั่วไป
ภูมิด้านบริหารความเสี่ยง  (  Risk  Domain)  มี  นายปรีดี  ดาวฉาย  รองกรรมการผู้จัดการ  ดูแลเรื่องการบริหารความเสี่ยง  การบริหารคุณภาพหนี้  การกำกับการปฏิบัติตามกฎ  การตรวจสอบภายใน  ภูมิด้านโครงสร้างพื้นฐาน  (Infrastructure  Domain)  ผู้ดูแลเป็น  นายธีรนันท์  ศรีหงส์  รองกรรมการผู้จัดการ  ดูแลเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ  การปฏิบัติการ  และโครงการ  K-Transformation
ส่วนภูมิด้านทรัพยากรบุคคล  (Resource  Domain)  มี  นายสมเกียรติ  ศิริชาติไชย  รองกรรมการผู้จัดการ  เป็นผู้ประสานงานดูแลเรื่องการวางแผนด้านบุคคล  การวางแผนการเงินและบัญชี  และยุทธศาสตร์องค์การ
“แบงก์ยังไม่พร้อมที่จะแต่งตั้งใครมาเป็นกรรมการผู้จัดการแทน  ดร.ประสาร  หลังจากที่มีข่าวว่าจะนำคนนอกมากุมบังเหียนบริหารนั้น  ไม่เป็นความจริง  ดังนั้น  ผมจะรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไปก่อน  ซึ่งได้รับการอนุญาตจาก  ธปท.แล้ว  แต่การรับหน้าที่ใหม่นี้  จะไม่เหมือนเดิม  เพราะแบงก์จะนำทีมผู้บริหารรุ่นใหม่  4  คน  ที่มีศักยภาพและมีผลงานให้เห็น  รวมถึงอยู่ในวัยที่จะรับบริหารงานแล้ว
สำหรับผู้บริหารทั้ง  4  คนนี้  จะช่วยกันทำงานทั้ง  4  โครงสร้าง  และแต่ละคนก็จะมีหน้าที่ทำงานแต่ละด้านควบคู่กันไปด้วย  ภายใต้นโยบายเดิม  ยุทธศาสตร์เดิม  คือ  สนองความต้องการของลูกค้าให้ครบทุกด้าน  ครอบคลุมทั้ง  6  บริษัทในเครือแบงก์กสิกรไทย  ซึ่งเป็นบททดสอบการบริหารงานของทีมผู้บริหารทั้ง  4  คน  ส่วนผมจะทำในสิ่งที่ต้องทำ  ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายที่จะต้องเซ็น  แต่เกี่ยวกับธุรกรรมจะเป็น  4  คนนี้  ซึ่งต่อไปทั้ง  4  คนก็จะสามารถตอบคำถามได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเครือแบงก์กสิกรไทย”  นายบัณฑูร  กล่าวและว่า
โครงสร้างการบริหารดังกล่าว  จะดำเนินในลักษณะอย่างนี้อีกระยะหนึ่ง  เนื่องจากองค์กรที่ดี  ต้องสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  ประกอบกับในปัจจุบันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย  ซึ่งโครงสร้างสถาบันการเงิน  จะต้องเป็นไปตามจังหวะเวลา  และต้องไม่เป็นองค์กรที่แน่นอนและตายตัวจนเกินไป
“โครงสร้างจะเป็นแบบนี้ไปสักพัก  และยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อใดที่มีคนได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ  แต่คาดว่าคงไม่นานเกินรอ  แต่คนรออาจจะนาน  ดังนั้น  เมื่อใดรู้สึกว่าพร้อมและสามารถจัดการได้ก็จะทำ  แต่การปรับโครงสร้างองค์กรนี้เหมือนเป็นการสอบไล่  เพื่อทดสอบความสามารถและคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม  จึงไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลากี่เดือนหรือกี่ปี”  นายบัณฑูร  กล่าว
ด้าน  ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  ที่กลายเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ  ธนาคารกสิกรไทย  และเป็นว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  การที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมทำงานกับธนาคารกสิกรไทย  ถือเป็นความโชคดีในชีวิต  เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีความมั่นคง  อีกทั้งยังมีเพื่อนร่วมงานที่มีคุณภาพสูง  ประกอบกับมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในการนำไปใช้ทำงานในอนาคต  แต่ขณะเดียวกันถือเป็นความจำเป็นต้องลาออกเพื่อไปทำงานให้กับสังคม  ซึ่งถือเป็นความท้าทายและเป็นเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่สมัยเรียนในการทำงานเพื่อสังคม
สำหรับการแต่งตั้งผู้บริหารทั้ง  4  คน  เข้ามาบริหารภูมิหลักทั้ง  4  ด้านนั้น  แต่ละบุคคลถือเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง  จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถขับเคลื่อนธนาคารให้ก้าวไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ผมลาออกไปก็เปรียบเสมือนแค่ดึงเครื่องยนต์ออก  1  เครื่อง  แต่กลับมีเครื่องยนต์ใหม่เข้ามาแทนตั้ง  4  เครื่อง  น่าจะดีขึ้น  และทำให้การทำงานต่อเนื่องได้  ทำให้เครือกสิกรไทยเจริญก้าวหน้าต่อไปได้”
ดร.ประสาร  กล่าวอีกว่า  ในฐานะที่เคยทำงานในสถาบันการเงินเอกชน  ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธปท.มองว่าหากเทียบกับสมัยก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี  2540  ถือว่าพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นมาก  ทั้งด้านความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า  การบริหารความเสี่ยง  โครงสร้างพื้นฐานที่จะเข้าช่วยเหลือ  แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าสถาบันการเงินมีความสำคัญสูงมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย  เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ  ดังนั้นเสถียรภาพของสถาบันการเงินจึงมีความสำคัญสูงมาก
ทั้งนี้  ประเทศไทยยังติดกับปัญหาเดิมที่จะต้องเร่งแก้ไข  เช่น  ลูกค้าไม่สามารถปรับตัวได้จากเหตุการณ์ในอดีต  และความท้าทายร่วมกัน  นั่นคือเหตุการณ์ความขัดแย้ง  ที่ยังจำเป็นต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน  เช่น  ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ไม่ได้เป็นเพียงมิติทางการเมืองอย่างเดียว  แต่รวมไปถึงมิติการเข้าถึงแหล่งการเงินในราคาที่เหมาะสม  จึงเป็นโจทย์สำคัญของสถาบันการเงิน  และผู้กำกับสถาบันการเงิน  ที่จะทำอย่างไรให้กลไกการทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด
“สำหรับในฐานะผู้กำกับสถาบันการเงินจะร่วมกันทำงานให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในราคาที่เหมาะสม  รวมถึงความมีเสถียรภาพของประเทศไทย”  ดร.ประสาร  กล่าวในที่สุด