DBprintingDBprintingDBprinting
Home ตลาดเงิน Money News SME BANK ขอวงเงินเพิ่ม 3 พันล้าน

SME BANK ขอวงเงินเพิ่ม 3 พันล้าน

PDF
Print
E-mail
Written by tariya
Thursday, 15 July 2010 16:10

เยียวยาผู้ประกอบการเหยื่อการเมือง

เอสเอ็มอีแบงก์ เผย วงเงินช่วยเหลือเหยื่อม็อบ 5 พันล้านบาทใกล้หมด หลังผู้ประกอบการกว่า 1 หมื่นราย แห่ขอใช้วงเงิน 4 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือ 1 พันล้านบาท คาด 10 วันหมดเกลี้ยงแน่ เตรียมชง ครม.ขอวงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 3 พันล้านบาท เหตุเจอผู้ประกอบการอีก 1 พันรายได้รับผลกระทบหนัก ย้ำหน้าเก่าก็กู้ได้ แต่ทำสัญญาเป็น 2 ฉบับ ให้วงเงินต่อรายสูงสุดไม่เกิน 4 ล้านบาท ชี้ ดอกเบี้ยอาจขยับขึ้น แต่เวลาชำระยังเหมือนเดิม ล่าสุด ร่วมมือ 3 หน่วยงานภาครัฐ เปิดโครงการ “เสริมสร้างศักยภาพนักธุรกิจไทยออกสู่สากล”
นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) บริเวณพื้นที่ราชประสงค์ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้ามาขอสินเชื่อและเซ็นสัญญากับธนาคารแล้วประมาณ 10,000 ราย คิดเป็นวงเงินที่เบิกจ่ายแล้วทั้งสิ้น 4,000 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ถปล่อยกู้ทั้งหมด 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ วงเงินส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,000 ล้านบาท ธนาคารคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้ามาขอสินเชื่อและเบิกใช้ทั้งหมดภายใน 10 วัน ขณะที่ แนวโน้มการผ่อนชำระเงินในเดือนแรกของลูกค้า ปัจจุบันยังไม่พบปัญหา ซึ่งสาเหตุอาจมาจากที่ธนาคารได้ปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับอัตราการผ่อนชำระในช่วงปีแรก คิดเป็นอัตราการผ่อนชำระที่น้อยมาก เฉลี่ยผ่อนจ่ายต่อเดือนเป็นวงเงินไม่สูงมาก จึงทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้คืนธนาคาร
อย่างไรก็ดี ธนาคารเตรียมขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอวงเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการบริเวณพื้นที่ราชประสงค์เพิ่มเติม เนื่องจากพบว่ามีผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลืออีกประมาณ 1,000 ราย และเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการวงเงินกู้มากกว่า 1 ล้านบาท ดังนั้น ธนาคารจึงจะขอวงเงินเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากเงินก้อนแรก 5,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการเบิกใช้วงเงินเกือบทั้งหมดแล้ว
สำหรับวงเงินก้อนใหม่จำนวน 3,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาขอสินเชื่อจากธนาคาร จะต้องผ่านเกณฑ์พิจารณาและเงื่อนไขมากขึ้น โดยผู้ประกอบการจะต้องมีบุคคลค้ำประกัน และต้องผ่านการตรวจสอบเครดิตจากเครดิตบูโร ขณะที่ วงเงินกู้เฉลี่ยสูงสุดต่อรายไม่เกิน 4 ล้านบาท จากเดิมที่วงเงินกู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท
สำหรับลูกค้ารายเก่าสามารถมาขอกู้เพิ่มเติมได้อีก 3 ล้านบาท แต่จะต้องทำสัญญาเป็น 2 สัญญา เนื่องจากวงเงินกู้ไม่เท่ากัน ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยอาจจะมีการปรับขึ้นเล็กน้อย โดยจะคิดสูงกว่าเอ็มแอลอาร์ลบ 3% ในกรณีวงเงินกู้เกิน 1 ล้านบาท แต่จะคิดในอัตราเท่าใดต้องรอกระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง ส่วนระยะเวลาการผ่อนชำระคืน ยังคงใช้กฎเกณฑ์เดิม คือ ผ่อนชำระภายใน 5 ปี
“วงเงิน 3,000 ล้านบาท ที่จะขออนุมัติเพิ่มเติมนี้ จะช่วยเหลือผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ หลังพบว่ามีผู้ประกอบการกว่า 1,000 ราย ที่ต้องการความช่วยเหลือ ส่วนผู้ประกอบการรายเดิม ก็สามารถมาขอกู้เพิ่มได้อีก 3 ล้านบาท เพื่อให้เต็มวงเงินกู้ 4 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยอาจขยับขึ้นเล็กน้อย ส่วนวงเงินเดิม 5,000 ล้านบาท ตอนนี้เบิกใช้เกือบเต็มวงเงินแล้ว ส่วนการผ่อนชำระแนวโน้มยังเป็นปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร” นายโสฬส กล่าวและว่า
ล่าสุด ธนาคารร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานผู้แทนการค้าไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ร่วมสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้โครงการ “เสริมสร้างศักยภาพนักธุรกิจไทยออกสู่สากล” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนการค้าในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ด้าน ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ ผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีโครงการนำร่องผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศแล้ว 9 โครงการ เช่น การเปิดศูนย์ซ่อมอะไหล่รถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเข้าซื้อกิจการ โดยได้ความร่วมมือจากสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และคนไทยในต่างแดน คาดปลายเดือนกรกฎาคมนี้จะสามารถเปิดศูนย์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ตั้งเป้าเปิด 3 สาขา ภายใน 3 เดือน โครงการไทยทาวน์ ในลอสแองเจลิส เป็นการซื้อที่ดินให้คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ลักษณะคล้ายกับไชน่าทาวน์ ซึ่งในอนาคตจะขยายไปยังนครซิดนีย์
นอกจากนี้โครงการร้านอาหารไทย นับเป็นโครงการสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทย โดยโครงการนี้จะเน้นขยายสาขาเป็นหลัก โครงการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศรัสเซีย เป็นการสร้างบ้านพักคนงานจำนวน 12,000 ยูนิต หรือประมาณ 20,000 คน  
อีกทั้ง ยังมีโครงการสร้างมารีน่าศูนย์กลางของเรือยอชต์ ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนไทย โครงการสร้างศูนย์กระจายสินค้าอาหารไทย 4 มุมเมืองในประเทศคู่ค้า โครงการครีเอทีฟ อีโคโนมี่ เป็นการสร้างโปรดักชั่น ร่วมกับบริษัทกันตนา สร้างห้องตัดต่อที่ประเทศลาว นับเป็นโครงการสนับสนุนภาพยนตร์ไทย และโครงการสิ่งทอผ้าไหมไทย เพื่อเป็นการขยายแบรนด์ไทยให้เป็นที่รับรู้ในต่างประเทศ
“โครงการทั้งหมดนี้ เป็นโครงการนำร่อง และเป็นโครงการที่เวลาแตกหน่อไปแล้ว จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเร็ว และสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจที่เชื่อมโยงได้ เช่น เกิดการจ้างแรงงาน การสั่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งดีต่อการส่งออกของไทย นอกจากนี้ยังสร้างมูลค่าให้กับสินค้าไทยได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี การปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการลงทุนครั้งนี้ ในส่วนของแบงก์จะต้องดูความเป็นไปได้ของโครงการและความสามารถของผู้ประกอบการ ส่วนวงเงินสินเชื่อและกฎเกณฑ์ต่างๆ นั้น จะอยู่ที่ระดับใด ต้องรอพิจารณาอีกครั้ง” ดร.วัชระ กล่าว