DBprintingDBprintingDBprinting
Home ตลาดเงิน Money News “โฆสิต” แจงดอกเบี้ยแบงก์

“โฆสิต” แจงดอกเบี้ยแบงก์

PDF
Print
E-mail
Written by tariya
Thursday, 15 July 2010 16:09

แข่งขันสูง/สมเหตุผล/ไม่มีฮั้ว

“โฆสิต”  ยันเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโต  6%  ต่างจากไอเอ็มเอฟมอง  7%  เหตุยังถูกขับเคลื่อนจากภาครัฐด้านเดียว  ภาคเอกชนสะดุดจากปัญหาการเมืองและมาบตาพุด  ย้ำไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี  ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีหลายสปีด  จีน-อินเดีย  นำลิ่ว  ปัญหายุโรปยังต้องจับตา  ระบุสินเชื่อแบงก์อาจไม่โตตามเป้า  6%  เหตุแบงก์รัฐปล่อยกู้รัฐบาลนำโด่ง  พร้อมหนุนขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ภาวะปกติ  ชี้สเปรดดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำเพราะแบงก์แข่งขันสูง  ไม่มีการฮั้ว  ถ้าอยากให้ลดลงอีกต้องเพิ่มผู้เล่นให้การแข่งขันสูงขึ้น
นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์  ประธานกรรมการบริหาร  ธนาคารกรุงเทพ  (BBL)  เปิดเผยว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย  (จีดีพี)  ในปี  2553  มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถขยายตัวอยู่ในระดับ  6%  แต่อาจจะไม่ถึงระดับ  7%  ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (IMF)  ได้คาดการณ์ไว้  เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังถูกขับเคลื่อนจากภาครัฐเป็นหลัก  ขณะที่  การลงทุนจากภาคเอกชนยังไม่แข็งแรงพอ  เพราะติดปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง  เช่น  ปัญหากฎหมายในโครงการมาบตาพุด  และการลงทุนที่หยุดชะงักในช่วงที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง
อย่างไรก็ดี  ประเทศไทยเป็นประเทศที่เข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ  โดยเศรษฐกิจไทยยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่มีเสถียรภาพค่อนข้างสูง  ซึ่งเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ  ดุลบัญชีเดินสะพัดยังอยู่ในระดับเกินดุล  และฐานะทางการคลังไม่มีปัญหา  เพราะหนี้สาธารณะของไทยอยู่ระดับต่ำ  ซึ่งจากปัจจัยทั้ง  3  ข้อดังกล่าว  สะท้อนถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจที่ดี  
ขณะที่  แนวโน้มเศรษฐกิจในปี  2554  อัตราการเติบโตจะขึ้นอยู่กับการลงทุนภาคเอกชน  และปัจจัยต่างๆ  ที่เกิดขึ้นว่าจะสามารถคลี่คลายไปได้มากน้อยเพียงใด  ทั้งกรณีปัญหาทางการเมืองและปัญหาข้อกฎหมายในมาบตาพุด  ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้จะต้องเร่งแก้ไข  เพื่อส่งผลให้ปีหน้าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นภาคเอกชนอีกครั้ง  ประกอบกับ  ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาที่ติดขัดไปได้  ก็จะเป็นแรงส่งให้ภาคเอกชนเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น
“ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตที่  6%  น่าจะเป็นไปได้  แต่โตขึ้นไปถึง  7%  ไม่รู้  เพราะช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีแรงขับเคลื่อนมาจากการลงทุนของภาครัฐล้วนๆ  ส่วนการลงทุนภาคเอกชน  ยังประสบปัญหาจากการชุมนุมทางการเมือง  รวมถึงยังติดขัดแง่กฎหมายของปัญหามาบตาพุด  ซึ่งมีประเด็นติดขัดหลายอย่าง  ทำให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคเอกชนไม่มี  แม้ว่าไทยจะมีการส่งออกที่ดี  แต่การส่งออกไม่ได้เป็นการลงทุน  ดังนั้น  เราต้องรีบแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนมีปัญหาติดขัดให้หมด  เพื่อให้ปีหน้าจะได้เกิดการลงทุนใหม่จากภาคเอกชน”  นายโฆสิต  กล่าวและว่า
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก  ยังมองว่าเป็นการเติบโตแบบลักษณะเดิม  คือ  อัตราการเติบโตมีหลายสปีด  อย่างเช่น  สปีดเร็ว  หรือมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเร็ว  จะเป็นประเทศอินเดียและจีน  ส่วนสปีดระดับกลาง  เป็นประเทศสหรัฐอเมริกา  ส่วนสปีดช้า  จะอยู่ในกลุ่มยุโรป  เนื่องจากประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ตาม  หากปัญหาในยุโรปสามารถมีข้อยุติ  และปัญหาไม่พาดพิงไปถึงระบบสถาบันการเงินจนถึงระดับรุนแรง  ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก  แต่หากปัญหาลามไปถึงระบบสถาบันการเงิน  อาจกลายเป็นปัญหาที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น
นายโฆสิต  กล่าวต่อไปอีกว่า  สำหรับการปล่อยสินเชื่อรวมของธนาคารในปีนี้  อาจจะขยายตัวไม่ถึง  6%  จากเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่ที่  4-6%  ซึ่งเป็นกรอบบนของเป้าหมายการดำเนินงานของธนาคาร  แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าในกรอบล่างที่  4%  นั้น  ธนาคารสามารถขยายสินเชื่อได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน  
ทั้งนี้  สาเหตุที่การปล่อยสินเชื่ออาจไม่ขึ้นไปแตะระดับเป้าหมายบน  เนื่องจากมองว่าแนวโน้มการแข่งขันของระบบธนาคารจะรุนแรงมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง  โดยคาดว่าการขยายตัวของสินเชื่อทั้งระบบธนาคารในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ  6%  โดยการนำจากธนาคารของรัฐ  ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกมากู้เงินส่วนใหญ่  เพื่อนำไปลงทุนกระจายไปยังภาคธุรกิจ
“สินเชื่อปีนี้ทั้งระบบ  คาดจะโตตามจีดีพีที่  6%  ส่วนของแบงก์กรุงเทพ  ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่  4-6%  แต่คงจะไม่ถึง  6%  เพราะสถาบันการเงินเริ่มมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น  และที่ผ่านมาสินเชื่อที่ปล่อยส่วนใหญ่  จะเป็นของแบงก์รัฐมากกว่าแบงก์พาณิชย์  เนื่องจากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ  โดยการกู้เงิน  เพื่อไปลงทุนในโครงการต่างๆ  แทนการลงทุนจากภาคเอกชน”  นายโฆสิต  กล่าวและเผยต่อไปว่า  
ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้มองว่า  ควรจะปรับกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้แล้ว  ซึ่งควรเป็นการทยอยปรับขึ้น  เพื่อให้ผู้ประกอบการมีการปรับตัว  ขณะที่  ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย  (สเปรด)  ของไทยที่มีการกล่าวขานกันว่าอยู่ในระดับที่สูงจนเกินไป  โดยส่วนตัวแล้วอยากให้ย้อนกลับมามองดูก่อนว่าเป็นสเปรดของสินเชื่อประเภทใด  มีระดับความเสี่ยงสูงมากน้อยเพียงใด  ซึ่งหากมีการแข่งขันสูงในการดึงลูกค้าแสดงว่าจะต้องเป็นลูกค้าที่อยู่ในเกณฑ์ดี  ดังนั้น  จึงย่อมได้รับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่ดีเช่นกัน     
“ต้องดูความสมดุลระหว่างการแข่งขันและปัจจัยเสี่ยงของลูกค้านั้นๆ  เป็นหลัก  ว่าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับใด  ทั้งนี้  ยืนยันว่าแบงก์พาณิชย์ในระบบมีระดับการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว  ไม่น่าเป็นประเด็นที่จะต้องเป็นกังวลว่าจะมีการร่วมมือกันเพื่อกำหนดราคา  แต่ถ้าอยากให้เพิ่มระดับการแข่งมากขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า  ก็อาจจะต้องเพิ่มจำนวนของแบงก์พาณิชย์ให้มีมากขึ้น  ซึ่งถ้าหากมีจำนวนแบงก์พาณิชย์ในระบบเพิ่มขึ้นจริง  แบงก์กรุงเทพก็พร้อมที่จะแข่งขันในทุกรูปแบบอยู่แล้ว  แต่ทั้งนี้  เราไม่ใช่คนตัดสินใจ  จึงพูดลำบาก  เพราะเราเป็นคนทำงานไม่ใช่นักวิชาการ”  นายโฆสิต  กล่าว