DBprintingDBprintingDBprinting
Home ตลาดเงิน Money News HSBC หันกระตุ้นยอดรูดปื๊ด

HSBC หันกระตุ้นยอดรูดปื๊ด

PDF
Print
E-mail
Written by tariya
Thursday, 15 July 2010 16:08

เศรษฐกิจดีคนมีอารมณ์ใช้จ่าย

แบงก์เอชเอสบีซีมองปัญหาการเมืองกระทบยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลงชั่วคราวแค่  10%  เดือนมิ.ย-ก.ค.ยอดดีดกลับมาโต  120%  มั่นใจครึ่งปีหลังคนเริ่มมีอารมณ์ใช้จ่าย  หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจนจีดีพีน่าจะโตที่ระดับ  6.1%  ส่งผลยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตทั้งปี  12%  เผยขอเพิ่มลูกค้าบัตรใหม่  1  แสนใบจากฐาน  5  แสนใบ  เน้นเจาะบัตรแพลทินัม  พร้อมกระตุ้นยอดใช้จ่ายต่อบัตรต่อเดือนเป็น  3  หมื่นบาท  จากเดิม  2.5  หมื่นบาท  ชี้อย่ามองอัตราดอกเบี้ยสถาบันการเงินแค่ต้นทุนการดำเนินงาน  ต้องดูถึงนโยบายของแต่ละแบงก์ด้วย  ยันดอกเบี้ย  20%  ถูกกว่าต่างประเทศมาก  ล่าสุดออกแคมเปญ  “More  Life  Rewards”  มอบของกำนัลเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบตามกำหนด   
นายวิชิต  พยุหนาวีชัย  ผู้อำนวยการบริหาร  ฝ่ายบุคคลธนกิจ  ธนาคารเอชเอสบีซี  ประเทศไทย  (HSBC)  เปิดเผยว่า  ผลงานในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารมีอัตราการเติบโตดีขึ้น  ทั้งในแง่ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตร  และยอดหนี้คงค้าง  ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้น  โดยธนาคารมองว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  (จีดีพี)  ของไทยจะสามารถขยายตัวอยู่ที่ระดับ  6.1%  ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมีมากขึ้น  
อย่างไรก็ดี  ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา  แม้จะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามากระทบ  ส่งผลต่อยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรและยอดสมัครบัตรใหม่ลดลงประมาณ  10%  แต่ธนาคารมองว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น  เนื่องจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมปรับตัวกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง  โดยมียอดเติบโตถึง  120%
“ไตรมาสแรก  อัตราการเติบโตการใช้จ่ายผ่านบัตรสูงขึ้น  เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น  ส่วนปัจจัยการเมืองในช่วงที่ผ่านมา  เป็นผลกระทบเพียงชั่วคราว  อาจจะมีผลให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรน้อยลงบ้าง  รวมถึงคนที่จะสมัครบัตรใหม่ก็ไม่มีอารมณ์สมัคร  อย่างไรก็ดี  ยอดเดือนมิ.ย.-ก.ค.ทุกอย่างดีดขึ้นอย่างแรงถึง  120%  ถ้าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอีก  เชื่อว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม”  นายวิชิต  กล่าวและว่า   
ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่  12%  หรือ  2  เท่าของจีดีพี  โดยในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำได้ตามเป้าที่วางไว้  ขณะที่ยอดบัตรใหม่อนุมัติไปแล้วประมาณ  50,000  ใบ  จากเป้าทั้งปีอยู่ที่  100,000  ใบ  ทำให้คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีฐานบัตรเครดิตที่ประมาณ  500,000  ใบ  ส่วนสาเหตุที่ฐานบัตรไม่เพิ่มขึ้นมาก  เนื่องจากมีลูกค้าเก่าที่เป็นหนี้เสียถูกยกเลิกบัตร  และก็มีลูกค้าใหม่เข้ามาในสัดส่วนน้อยกว่า  ทำให้ฐานบัตรไม่ค่อยเติบโต
ทั้งนี้  สัดส่วนบัตรเครดิตปัจจุบันแบ่งเป็น  บัตรแพลทินัมประมาณ  30%  บัตรคลาสสิกและบัตรทองประมาณ  70%  อย่างไรก็ดี  ในปีนี้ธนาคารต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้น  โดยจะเน้นเพิ่มสัดส่วนและกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้าบัตรแพลทินัมให้มากขึ้น  จากเดิมที่ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรแพลทินัมเฉลี่ยอยู่ที่  25,000  บาทต่อบัตรต่อเดือน  หลังธนาคารทำโปรโมชั่นและเสนอสิทธิพิเศษต่างๆ  คาดว่าภายใน  2  เดือน  ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะเพิ่มมาอยู่ที่  30,000  บาทต่อบัตรต่อเดือน  พร้อมกันนี้ธนาคารยังตั้งเป้าในอีก  3  ปีข้างหน้า  สัดส่วนบัตรแพลทินัมจะเพิ่มมาอยู่ที่  40-50%  ขณะที่  บัตรประเภทอื่น  ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะเฉลี่ยอยู่ที่  8,000  บาทต่อบัตรต่อเดือน  
“ปีที่แล้วแบงก์ไม่เน้นหาลูกค้าใหม่  เพราะต้องเซฟตัวเองมากๆ  แต่มาปีนี้จะเน้นโตในลูกค้าใหม่  เพราะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้ว  ประกอบกับหนี้เสียมีน้อยลง  ปัจจุบันยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  (เอ็นพีแอล)  มีไม่ถึง  1%  โดยกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง  แบงก์จะหาลูกค้าบัตรแพลทินัมเพิ่มขึ้น  และกระตุ้นยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรมากขึ้น  โดยผ่านแคมเปญต่างๆ  ซึ่งเหตุผลในการเจาะกลุ่มลูกค้าแพลทินัม  เนื่องจากมียอดการเติบโตที่ค่อนข้างสูง  และยอดหนี้เสียน้อยมาก  จึงตั้งใจว่าอีก  3  ปีข้างหน้า  สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น  40-50%  ซึ่งเป้าปีนี้บัตรใหม่  1  แสนใบ  ต้องการให้เป็นบัตรแพลทินัม  50%  หรือประมาณ  50,000  ใบ”  
นายวิชิต  กล่าวต่อไปอีกว่า  สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยธนาคารจะคิดตามคุณภาพของลูกค้า  โดยที่ผ่านมาเคยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่  9.9%  ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพมาก  ทั้งนี้  ปัจจุบันธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ากลุ่มพรีเมียร์อยู่ที่  19%  ซึ่งมีประมาณ  10%  ของฐานลูกค้าทั้งหมด  ขณะที่  ลูกค้าทั่วไปธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่  20%  ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)
อย่างไรก็ดี  การคำนวณอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการดำเนินการอย่างเดียว  ยังขึ้นอยู่กับนโยบายของสถาบันการเงินแห่งนั้นๆ  ด้วย  เช่น  ถ้าสถาบันการเงินต้องการจับกลุ่มลูกค้าที่มีฐานกว้างมากๆ  และมีความเสี่ยงสูง  สถาบันการเงินอาจจะต้องมีการคิดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น  เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  ดังนั้น  นโยบายของสถาบันการเงินก็เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วย  นอกเหนือจากปัจจัยต้นทุนการดำเนินงาน
ส่วนการจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง  อาจมีผลต่อผลประกอบการของธนาคาร  เนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิต  เป็นธุรกิจที่ทำกำไรค่อนข้างยาก  เพราะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง  โดยปัจจุบันมีผู้บริโภคประมาณ  3  ล้านราย  แต่มีผู้ประกอบการมากกว่า  10  ราย  เพียงแต่อาจจะมีการแข่งขันหรือเล่นกันคนละเกม  ซึ่งการลดดอกเบี้ยลงก็ไม่ได้ช่วยให้มีส่วนแบ่งตลาด  (มาร์เก็ตแชร์)  เพิ่มขึ้น  โดยปัจจุบันธนาคารมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ในอันดับที่  6  มียอดสินเชื่อคงค้างประมาณ  7%  จากสินเชื่อคงค้างทั้งระบบอยู่ที่  220,000  ล้านบาท
อย่างไรก็ดี  อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในประเทศไทย  ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก  โดยต่างประเทศอัตราดอกเบี้ยทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่  37-40%  เช่น  ประเทศฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย  แต่ประเทศใดที่คิดดอกเบี้ยสูง  ลูกค้าก็จะได้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยถูก
นายวิชิต  กล่าวอีกว่า  ล่าสุดธนาคารได้เปิดตัวแคมเปญ  “More  Life  Rewards”  มอบของกำนัลแก่ลูกค้าเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบตามกำหนดระหว่างวันที่  15  กรกฎาคม-  15  ตุลาคม  2553  โดยมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ  40,000  บาท  ติดต่อกัน  3  เดือน  นอกจากนี้  สำหรับสมาชิกบัตรเอชเอสบีซี  พรีเมียร์  มาสเตอร์การ์ด  ยังได้รับสิทธิพิเศษสูงสุด  เมื่อมียอดใช้จ่ายรวม  1,500,000  บาท  ภายใน  3  เดือน  (มียอดขั้นต่ำ  60,000  บาท  ติดต่อกันทั้ง  3  เดือน)  เลือกรับสร้อยคอทองคำหนัก  1.5  บาท  มูลค่า  29,025  บาท  หรือ  เอชเอสบีซี  รีวอร์ดส  200,000  คะแนน  เพื่อแลกรับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ  2  ที่นั่ง  สำหรับการเดินทางไปยัง  2  ทวีป  (ยุโรปและเอเชีย)  
“นอกจากแคมเปญ  More  Life  Rewards  แล้ว  บัตรเครดิตเอชเอสบีซี  วีซ่า  แพลทินัม  ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ  มามอบให้สมาชิกในช่วงครึ่งหลังของปี  เช่น  โปรโมชั่นการท่องเที่ยว  ส่วนลดโรงแรมและที่พัก  เพราะแบงก์เชื่อว่าผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ  และพร้อมจะใช้จ่าย  หากได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าในรูปแบบที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง”  นายวิชิต  กล่าว