Click

ธีระ โรจนาเปรมสุข
12-16 ธันวาคม 2554
จันทร์12 วันหยุดชดเชย
อังคาร13 Sideway แดนลบ
พุธ14 Sideway แดนลบ
พฤหัสฯ15 Sideway แดนลบ
ศุกร์16 Sideway แดนลบ

Login Form

:: The Interest Weekly News ::: ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
Prev Next

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง

ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง    GM  แอมเวย์ตุรกี  เชื่ออุตสาหกรรมขายตรงตุรกีบูม  หลังรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ  3.6  พันล้าน  จับทิศตลาดทั่วโลก  ขายตรงยังได้รับความนิยมสูง  ระบุคนมีการศึกษามองเห็นโอกาส  ล่าสุดเทงบ  1  ล้านยูเอสเปิดแอมเวย์ พลาซ่า อิสตันบูล  ตอกย้ำแบรนด์แอมเวย์  ลั่นตามรอยตลาดโลกออนไลน์มาแรง  พร้อมลงทุนแบบเต็มพิกัด  หลังตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก  ได้รับความนิยมทั่วโลก

Read more

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011

ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011  กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่องให้นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็น CEO of the year 2011 หรือผู้นำองค์กรที่โดดเด่นที่สุดในปี 2554 หลังจากเขาสามารถบริหารจัดการองค์กรภายใต้การบริหารให้สามารถรับมือกับปีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งมีแนวนโยบายการบริหารประเทศที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิงได้อย่างลงตัวปี 2554 ถือเป็นปีที่นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธ.ก.ส.คนปัจจุบันต้องทำงานเหนื่อยหนักกว่าผู้จัดการธ.ก.ส.ทุกคนในอดีตที่ผ่านมาเพราะในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีการเลือกตั้งและมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยรัฐบาลที่จากไปและเข้ามาใหม่มีแนวนโยบายบริหารประเทศแตกต่างกันออกไป

Read more

“วรพล” ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน

“วรพล”  ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน เลขา  ก.ล.ต.วรพล  โสคติยานุรักษ์  ถือโอกาสฉลองปี  2555  ครบรอบ  20  ปีการก่อตั้งสำนักงาน  ก.ล.ต.  และปีที่ตลาดทุนไทยเข้าสู่การเปิดเสรีเต็มรูปแบบ  ทำหน้าที่เป็น  หัวขบวนผลักดันตลาดทุนไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอาเซียน  โดยพลิกบทบาท  ก.ล.ต.ที่เป็น  “ผู้กำกับ”  มาเป็น  “เพื่อนคู่คิด”  นำพาภาคเอกชนมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย  ชี้ศักยภาพไทยที่เป็นทั้ง  Land  Link  และ  Culture  Link  ชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย  เริ่มต้นด้วยการนำทัพตลาดหลักทรัพย์ฯ  บล.  บลจ.  สานสัมพันธ์ไทยลาว ...

Read more

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!

กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!  กรุงศรีออโต้เล็งสินเชื่อปีนี้โตเลข  2  หลัก  จากปีก่อนทำสินเชื่อคงค้างได้เกินเป้า  1.42  แสนล้านบาท  เผยน้ำท่วมกระทบไม่มากลูกค้าขอยืดหนี้แค่  2%  ปรับโครงสร้างหนี้แค่  75  ราย  เชื่อปีนี้ตลาดรถยังไปได้สวย  จากแรงส่งทั้งคนรอรับรถตั้งแต่ปีก่อน  มีรถรุ่นใหม่ออก  มาตรการรถคันแรกของรัฐบาล  ล่าสุดจับมือไปรษณีย์ไทยเปิดช่องทางแจ้งขอใช้สินเชื่อ  คาดเพิ่มยอดได้อีกปีละ  500  ล้านบาท  ชี้เป็นเจ้าเดียวมีช่องทางให้บริการลูกค้ามากที่สุด

Read more

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา

รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา พีดีเฮ้าส์  เดินแผนการตลาดปี  2555  ลุยปักธงอีก  10  สาขาทั่วทุกภูมิภาค  โดยมีทั้งลงทุนเองและขายแฟรนไชส์หวังกวาดยอดขาย  1,200-1,400  ล้านบาท  มองแนวโน้มปีมะโรง  ตลาดรับสร้างบ้านกทม.และปริมณฑลครึ่งปีแรกชะลอตัว  เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเจาะกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัด

Read more

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน

ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน ฮอนด้าทำลายรถที่ได้รับความเสียจากน้ำท่วม  จำนวน  1,055  คัน  พร้อมยืนยันว่าไม่มีรถหลุดส่งมอบให้ลูกค้าอย่างแน่นอน  ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนอยู่ในโรงงานเท่านั้น  และยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก  

Read more

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา

บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา  ดีแทคเตรียมงบ 4 หมื่นล้านพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับการให้บริการโทรคมนาคมพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเครือข่ายล่มจากเหตุการณ์ 3 ครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่และหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

Read more

Home

คืนเงินรถคันแรกขยับเข้าที่ คาดแห่ใช้สิทธิ์ 2 แสนคัน

คืนเงินรถคันแรกขยับเข้าที่ คาดแห่ใช้สิทธิ์ 2 แสนคัน
คืนเงินรถป้ายแดงคันแรกเริ่มเข้ารูปเข้ารอย แนะหากสงสัยให้เข้าเว็บไซต์ www.excise.go.th คาดมีคนใช้สิทธิ์จริง 2 แสนคัน อธิบดีพงษ์ภาณุ  เศวตรุนทร์ ย้ำไม่กระทบเพราะไม่ใช่การคืนภาษี  ตรงกันข้ามจะทำให้สรรพสามิตเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ระบุที่ควรให้ความสำคัญคือการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีใหม่ภายหลังไทยร่วมประชาคมอาเซียน AEC ในปี 2558

     นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผย “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงเรื่องโครงการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก ที่ครม.ได้อนุมัติให้ดำเนินการได้ว่าเป้าหมายหลักของโครงการนี้ คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เพิ่งจะเริ่มมีรายได้หรือเพิ่งจะเริ่มทำงาน สามารถซื้อรถมาใช้ได้ในราคาที่ถูกลง หรือประชาชนในต่างจังหวัดที่ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นเจ้าของรถซื้อรถมาใช้งานได้   ซึ่งในเบื้องต้นกำหนดเงื่อนไขการคืนเงินสำหรับผู้ซื้อรถคันแรกคือ เป็นรถยนต์ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท รถยนต์นั่งขนาด 1,500 ซี.ซี.  รถยนต์ปิกอัพและรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุกไม่จำกัดซี.ซี. โดยเป็นรถที่ประกอบผลิตในประเทศ  และครอบครองไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยผู้สนใจขอใช้สิทธิ์ได้นับตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555  ทั้งนี้รัฐบาลจะคืนเงินให้เมื่อครอบครองรถยนต์ไปจนครบ 1 ปีแล้วในจำนวนเงินที่ได้รับคืนจะเท่ากับจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จะต้องชำระจริงแต่ไม่เกิน 1 แสนบาท

     สำหรับเอกสารหลักฐานที่ผู้สนใจโครงการนี้จะต้องนำไปยื่นคือ แบบคำขอคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก  สำเนาบัตรประชาชน   สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อในกรณีเช่าซื้อ  สำเนาคู่มือการจดทะเบียน หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี รวมถึงหลักฐานการซื้อขายรถยนต์  ซึ่งจะต้องจองรถยนต์หลังวันที่ 16 กันยายน 2554 แล้วให้นำเอาใบจองรถยนต์มาเป็นหลักฐาน  โดยผู้ซื้อต้องยื่นคำขอที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี 86 พื้นที่และมีสาขาอีกกว่า 170 สาขา หรือจะยื่นผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพสามิต www.excise.go.th ก็ได้
    “โครงการดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เป็นการลดภาษี หรือ ยกเว้นภาษี แต่มันเป็นการที่กรมสรรพสามิตไปขอตั้งงบประมาณแผ่นดินในปี 2556 เพื่อนำมาใช้ในการจ่ายคืนประชาชน  จึงไม่ได้ทำให้เป็นภาระหรือทำให้ภาษีที่ควรได้หดหายไป  ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้จะทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น  เพราะถ้าประชาชนมาใช้สิทธิ์กันเยอะๆ ก็จะส่งผลดีต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ ซึ่งก็ต้องมาเสียภาษีสรรพสามิตกันมากขึ้น”
     อธิบดีพงษ์ภาณุกล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า มีการประเมินกันว่า จะมีรถที่เข้าโครงการนี้ประมาณ 5 แสนคัน ซึ่งเป็นการประมาณการตัวเลขสูงสุดไว้  เพื่อให้เพียงพอต่อการเข้ามาใช้สิทธิ์ของประชาชน  แต่ในความเป็นจริงอาจมาขอให้สิทธิ์กันไม่ถึง 5 แสนคัน
     “ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะถึง 5 แสนคันตามเป้าหมาย เพราะจากที่แต่ละปีมียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่ 9 แสนคัน ถ้าหากได้ตามเป้าหมายคือ 5 แสนคัน ก็แปลว่าจะมียอดเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้  แต่ถ้าเพิ่มประมาณ 20-30% หรือเกือบ 2 แสนคัน ก็น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ซึ่งจะทำให้เราเก็บภาษีได้มากขึ้น”
    อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ 2556 คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป รัฐบาลจะมีภาระในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น หรือตามที่คาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ถ้าโครงการดังกล่าวเกิดมีการมาใช้สิทธิ์กันถึง 5 แสนคันจริงๆ ก็คาดว่าจะเป็นเงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาทจะต้องใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2556
     อธิบดีสรรพสามิตระบุว่า ที่กล่าวมานั้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ประกาศมาตรการออกมา แต่เมื่อปฏิบัติจริงก็อาจจะมีการปรับปรุงแก้ไขบางเรื่องบางอย่างได้ ซึ่งกรมสรรพสามิตพร้อมจะดำเนินการ  เช่นกรณีของรถที่ประกอบนอกประเทศขนาดเล็ก  อาจจะขอเข้าอยู่ในโครงการด้วย ให้เลิกเงื่อนไขห้ามรถประกอบนอก  รวมทั้งกรณีการกำหนด ขนาดรถยนต์ที่ 1,500 ซีซี ที่ให้มีการปรับขยับขึ้นเป็น 1,600 ซีซี  เพื่อให้รถบางค่ายที่ประกอบรถขนาด 1,600 ซีซี ไม่มี 1,500 ซีซี  ซึ่งจะเป็นการเสียเปรียบเชิงธุรกิจกัน   ทั้งนี้กรมสรรพสามิตจะพูดคุยกับค่ายรถต่างๆเพิ่มเติมด้วย
     ส่วนที่วิจารณ์กันว่า รัฐบาลไทยได้เข้ามาแทรกแซงในธุรกิจ ซึ่งถือว่าผิดเงื่อนไข WTO นั้นนายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า WTO มีหลักเกณฑ์สำคัญอย่างหนึ่งคือ การปฏิบัติต่อผู้ผลิตในประเทศลักษณะเช่นเดียวกันกับผู้นำเข้า  ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ   แต่โครงการนี้ไม่ได้เป็นการยกเว้นภาษี  ไม่ได้เป็นการคืนภาษี  แต่เป็นการตั้งงบประมาณขึ้นมาเพื่อช่วยประชาชนที่มีรายได้น้อย  เป็นการช่วยโดยตรง และทำโครงการในกำหนดเวลาระยะสั้นๆ  เพียง 1 ปีเศษเท่านั้น  โดยมีจุดประสงค์หลักคือ ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งภาษีที่เก็บจากรถยนต์นำเข้าและในประเทศยังเป็นอัตราเดียวกันอยู่  ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ โดยรถยนต์ 1,500 ซี.ซี. ก็ยังเสียภาษีที่ 25% ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้ามาจำหน่าย
    “เบื้องต้นเราพยายามใช้ถ้อยคำในหนังสือที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในลักษณะที่ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎ WTO ซึ่งได้ปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพาณิชย์ ก็ยืนยันเบื้องต้นว่าไม่ผิด ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงพาณิชย์ก็กำลังดูถ้อยคำต่างๆให้มันถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลไทยที่จะช่วยเหลือคนในประเทศ โดยเราไม่ได้กีดกันการค้า และไม่ได้ปรับเปลี่ยนอัตราภาษีให้มันแตกต่างกัน แต่เป็นการช่วยระยะสั้นๆจากงบประมาณแผ่นดิน”
     ส่วนกรณีรถยนต์ที่นำเข้าเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี จะเข้ากฎเกณฑ์นี้หรือไม่นั้น ในช่วงที่ผ่านมา ทางกรมสรรพสามิตได้เชิญกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวมาหารือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทาทาของอินเดีย โปรตอนของมาเลเซีย ฮุนได และเชอรี่ของจีน ซึ่งการหารือดังกล่าว จะพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์นำเข้าว่าได้รับผลมากน้อยแค่ไหน  ซึ่งก็มีทางเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นหรือจะตัดสิทธิ์กรณีนี้
    นายพงษ์ภาณุ  ยังได้กล่าวถึง แผนงานการรับมือของกรมสรรพสามิต กรณีที่อาจจะมีผู้สนใจซิกแซ็กจากโครงการนี้ว่า จากที่ได้คุยกับผู้ประกอบการลีสซิ่งแล้วก็ได้รับคำตอบว่า อาจจะมีช่องปัญหาสำหรับกระบวนการเช่าซื้อบ้าง แต่ก็อยากให้มองในหลักการก่อนว่า โครงการนี้มุ่งที่จะคืนเงินให้กับผู้ซื้อ ฉะนั้นการคืนเงินจะเป็นเช็คสั่งจ่ายให้กับผู้ที่มาใช้สิทธิ์ไม่ได้จ่ายให้กับบริษัทให้เช่าซื้อ ดังนั้นปัญหาจึงมีอยู่ว่าเมื่อรถคันนี้ต้องสละสิทธิ์การโอน 5 ปี ก็จะเกิดประเด็นว่า เมื่อผู้ซื้อได้รับเช็คไปเมื่อถือครองแล้ว 1 ปี อาจจะมีการเบี้ยวไม่ยอมชำระเงินผ่อนค่างวด ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ที่จะต้องทวงเงินคืน แล้วเงินจำนวน 1 แสนบาทจะทวงคืนอย่างไร และต้องมีการโอนย้ายเปลี่ยนมือกัน บริษัทลีสซิ่งก็จำเป็นต้องยึดรถมาแล้วรีไฟแนนซ์ประมูลขายทอดตลาด   ซึ่งกรมสรรพสามิตไม่ได้ตั้งใจช่วยบริษัทไฟแนนซ์ แต่อยากทำทุกอย่างให้กับผู้ซื้อได้รับประโยชน์
     “กระบวนการให้สินเชื่อเช่าซื้อ ก็เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด เราจึงช่วยคิดกันกับทางสมาคมธุรกิจเช่าซื้อ ซึ่งสรุปว่าสมาคมต้องเป็นผู้วางเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ แต่ประการแรกที่ต้องทำคือ ก็ต้องปลดล็อกให้สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ก่อน 5 ปี ซึ่งก็คงต้องมีการให้ข้อมูลเอกสาร   ทางไฟแนนซ์ก็ต้องเสนอข้อมูลมาให้เราพิจารณาเป็นรายๆไป ซึ่งเมื่อสามารถนำรถไปขายทอดตลาดมีรายได้กลับคืนมา เกินกว่ามูลหนี้ที่ค้างอยู่ ก็จะต้องนำเงินส่วนนั้นมาชำระคืนให้รัฐบาล ถ้ายังไม่พอก็ต้องร่วมกับกรมสรรพสามิตในการติดตามทวงเงิน 1 แสนบาทคืน แต่จะได้ครบหรือไม่ครบ ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้”
    ประการที่สองที่จะต้องดำเนินการ คือ เรื่องของหลักประกัน จากที่ต้องสั่งจ่ายกับผู้ซื้อ แต่ถ้าเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นน้อยลง ทางฝ่ายสมาคมเช่าซื้อก็เสนอว่า เงิน 1 แสนบาท  แทนที่จะให้เป็นเงินสดผู้ซื้อ ให้นำมาวางในบัญชีกับสถาบันการเงิน และจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อครบ 4 ปี ก็จะเป็นบัญชีเงินฝากของผู้ซื้อไป  และจะถอนได้ก็ต่อเมื่อครบ 5 ปีแล้ว ได้ดอกเบี้ยครบตามจำนวนบัญชีเงินฝากทั่วไป ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้การผิดนัดยากขึ้น เพราะหลักประกันมีมากขึ้น ตรงนี้เป็นไอเดียเบื้องต้น โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำสัญญาระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะตกลงกันเอง ถือเป็นความคิดที่ดี
    นายพงษ์ภาณุ ยังได้กล่าวถึงความพร้อมของกรมสรรพสามิตในการรับมือโครงการนี้ว่า
เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของโครงการยอมรับว่ากรมสรรพสามิตยังไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเดิมวางแผนไว้จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2554 แต่มีการปรับเวลาโครงการให้เร็วขึ้น จึงได้รีบเรียกประชุมกันซึ่งมีการบรรยายและอบรม และจากนี้จะมีการเรียกประชุมที่กรุงเทพในส่วนของฝ่ายจัดเก็บของสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่ง เพื่อให้สามารถชี้แจงข้อมูลต่อประชาชนได้อย่างดี
     ส่วนเรื่องไอทีต้องปรับปรุงอีกเยอะพอสมควร เพราะครั้งนี้จำเป็นต้องติดต่อกับผู้ซื้อเป็นจำนวนแสนๆคน และต้องเชื่อมโยงไอทีกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นผู้ตรวจเช็กรถคันแรก โดยล่าสุดนี้ กรมสรรพสามิตได้ของบพัฒนาและลงทุนจากรัฐบาลจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบไอทีของกรมสรรพสามิตให้ทำงานได้ในลักษณะเรียลไทม์
     “เบื้องต้นในเว็บไซต์ของเราก็มีการคำนวณตัวเลขเบื้องต้นให้ก่อน ว่าจะได้รับคืนเงินเท่าไหร่อย่างไร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ซื้อรถคันแรกไม่น่าจะเกิน 1-2 อาทิตย์ เพราะเป็นการทำงานแบบเรียลไทม์ ”
    นายพงษ์ภาณุยังได้กล่าวถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในสถานการณ์ปัจจุบันว่าภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการเฉพาะอย่างต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะเลือกมาเฉพาะสินค้าที่เป็นสินค้าบาป กล่าวคือเป็นสินค้าอันตรายต่อสุขภาพและกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เหล้า เบียร์ บุหรี่ ไนท์คลับ อาบอบนวด โดยเมื่อปีที่แล้ว กลุ่มสินค้าบาปเก็บภาษีได้เยอะมาก เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คนเริ่มบริโภคมากขึ้น ขณะที่สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ทำให้คนรากหญ้าบริโภคกลุ่มสินค้านี้มากขึ้นตามมา
     “อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ประเทศไทยจะต้องเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ในปี 2558 ก็มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีใหม่ให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งพอเป็นเออีซีแล้ว สินค้าบริการจะมีการไหลเวียนผ่านพรมแดนนี้ได้อย่างเสรี กำแพงของเราที่พรมแดนจะไม่มีอีกแล้ว ก็ต้องใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสุขภาพมากขึ้น และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตรงนี้กรมสรรพสามิตกำลังนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่ามีสินค้ารายการใดบ้างที่จะปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บได้เพิ่มมากขึ้น”
     ส่วนนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตเป็นผู้เสนอรัฐบาลให้ขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซลออกไปอีก 3 เดือน คือลดเกือบจะเป็นศูนย์ จากเดิม 5.30 บาทต่อลิตร ตรงนี้ต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว คือการลดเงินนำส่งกองทุน
     “ตอนนี้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศถูกมาก เกือบจะไม่มีภาษีเหลืออยู่เลย มีเฉพาะเบนซินที่มีภาษีสรรพสามิตอยู่ 7 บาทต่อลิตร ดีเซลเป็นศูนย์  แก๊สโซฮอล์ก็มีอยู่นิดหน่อย ดังนั้น ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าที่มีการขยายเวลาลดภาษีออกไป ก็ต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ว่าโครงสร้างที่จะเก็บจากน้ำมันใหม่ จะเก็บกันอย่างไร คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ จากที่น้ำมันเราต้องนำเข้า รวมถึงโครงสร้างกองทุนน้ำมันจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่มาแทรกแซงเป็นระยะเวลานานๆในปัจจุบัน
     อย่างแก๊สแอลพีจีก็มีการชดเชยกันจำนวนมหาศาล เรื่องนี้จึงมีความจำเป็นที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังต้องมาหารือกัน ว่าโครงสร้างที่เหมาะสมของทั้งกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร”