
ระเบิดกลางกรุง! วินาศกรรมหรืออุบัติเหตุ
เหตุระเบิดกลางกรุงเทพ 3 จุดเริ่มตั้งแต่ที่บ้านเช่าเลขที่ 66 ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 จากนั้นคนร้ายปาระเบิดมือใส่รถแท็กซี่ในซอยเดียวกันก่อนจะปาระเบิดใส่ตำรวจสายตรวจที่ผ่านมาบนถนนใหญ่ในซอยสุขุมวิท 71 แต่เกิดพลาดระเบิดตกใส่ตัวเองจนขาขาดนั้น
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆอย่างแน่นอนแต่น่าจะเกี่ยวกับปมขัดแย้งในโลกอาหรับที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการ
ส่วนคนร้ายจะอยู่ในขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติหรือไม่คงต้องพิสูจน์และให้หน่วยงานความมั่นคงพูดความจริงกับประชาชนเพราะก่อนหน้านี้วันที่ 12 – 13 ม.ค.2555 ที่ผ่านมาตำรวจได้เข้าจับกุมอัตริสฮุสเซนชาวเลบานอนจากการชี้เบาะแสของหน่วยข่าวกรองอิสราเอลโดยระบุว่าอัตริสฮุสเซนคือสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์
ต่อมาตำรวจเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นบริเวณต.กาหลงอ.เมืองจ.สมุทรสาครหลังทราบว่าเป็นแหล่งเก็บวัตถุระเบิดของเครือข่ายก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์ซึ่งจากการตรวจค้นพบปุ๋ยยูเรีย 4,380 กิโลกรัมแอมโมเนียไนเตรทละลายน้ำ 10 แกลลอนพัดลม 400 ตัวกระดาษ A4 และรองเท้าแตะจำนวนมาก
และจากนั้นเพียง 1 เดือนคือวันที่ 14 ก.พ.2555 ก็เกิดเหตุระเบิดกลางกรุงโดยอิสราเอลชี้เหตุระเบิดที่กทม.เป็นชุดการโจมตีแบบประสานงานที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนมกราคมรวมทั้งการโจมตีที่อินเดียกับจอร์เจียเมื่อวันที่ 13 ก.พ.และความล้มเหลวในการพยายามลอบสังหารเอกอัครราชทูตของอิสราเอลที่อาเซอร์ไบจันด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ทางการอิสราเอลเปิดเผยว่าไม่ทราบว่าคนร้ายมีเป้าหมายจะก่อเหตุวินาศกรรมที่ไหนเพราะถูกจับเสียก่อนขณะเดียวกันก็มีการประณามไปที่รัฐบาลอิหร่านโดยตรงโดยระบุว่าความพยายามก่อวินาศกรรมในประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าอิหร่านและตัวแทนทั้งหลายยังคงยึดแนวทางการก่อความรุนแรงต่อไป
ผลพวงที่เกิดจากเหตุระเบิดทำให้หลายประเทศออกคำเตือนพลเมืองให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทางในกรุงเทพฯ
สำหรับเหตุระเบิดโดยชาวต่างชาติที่ยังไม่รู้ว่าใช่ขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติหรือไม่ถือเป็นความล้มเหลวของระบบงานข่าวกรองของประเทศอย่างแท้จริงเพราะเกิดขึ้นติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 12 – 13 ม.ค.2555 และถัดมาอีกไม่นานคือวันที่ 14 ก.พ.2555
ทำให้ย้อนนึกถึงการก่อการร้ายในประเทศไทยในอดีตที่ถือว่าหน่วยข่าวกรองไทยทำงานล้มเหลวเช่นกัน
นั่นก็คือการก่อการร้ายสากลที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2515 โดยสมาชิกขบวนการก่อการร้ายปาเลสไตน์ซึ่งใช้ชื่อว่า The Black September Organization จำนวน 4 คนบุกเข้ายึดสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยซึ่งในขณะนั้นตั้งอยู่ที่ถนนหลังสวนกรุงเทพฯและจับบุคคลที่อยู่ในสถานทูตไว้เป็นตัวประกัน 6 คนครั้งนั้นผู้ก่อการร้ายยื่นข้อเรียกร้องต่อทางการอิสราเอล 3 ข้อและฝ่ายไทยได้จัดเครื่องบินพิเศษพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่คุ้มกันนำกลุ่มผู้ก่อการร้ายไปส่งที่กรุงไคโรประเทศอียิปต์โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
เหตุการณ์ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2519 ผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม 3 คนจากขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติโมโรแห่งมินดาเนา (Moro National Liberation Front of Mindanao) ยึดเครื่องบินโดยสารภายในประเทศที่เมืองคากายันเดอโอโรพร้อมด้วยผู้โดยสาร 70 คนไว้เป็นตัวประกันและตั้งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ 3 ข้อผู้ก่อการร้ายบังคับให้กัปตันนำเครื่องบินไปลงที่สนามบินมะนิลาและยินยอมปล่อยผู้โดยสารทั้ง 70 คนที่ยึดไว้เป็นตัวประกันต่อมาการเจรจาระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์ตกลงกันไม่ได้ผู้ก่อการร้ายจึงบังคับเครื่องบินให้บินออกนอกประเทศตามเส้นทางโกตาคินะบาลูรัฐซาบาร์กรุงกัวลาลัมเปอร์และมาลงดอนเมืองเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2519 ไทยเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างผู้ก่อการร้ายกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ในที่สุดผู้ก่อการร้ายได้นำเครื่องบินต่อเดินทางไปลิเบียเมื่อวันที่ 13 เม.ย.2519
เหตุการณ์ครั้งที่สามคือเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2524 ผู้ก่อการร้ายกลุ่มคอมมานโดญิฮาด (Commando Jihad Movement) จำนวน 5 คนยึดเครื่องบินการูด้าสายการบินภายในประเทศของอินโดนีเซียขณะบินขึ้นจากสนามบินปาเล็มบังไปยังเมืองเมดานและเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียปล่อยนักโทษการเมืองอินโดนีเซียที่ถูกคุมขังอยู่ตามสถานที่ต่างๆในประเทศไปส่งยังกรุงโคลัมโบประเทศศรีลังกาต่อจากนั้นได้บังคับให้นำเครื่องบินไปจอดแวะเติมน้ำมันและขอเสบียงที่สนามบินปีนังมาเลเซียและเดินทางต่อมายังประเทศไทยลงจอดที่สนามบินดอนเมืองทางฝ่ายไทยและฝ่ายอินโดนีเซียเจรจาต่อรองกับผู้ก่อการร้ายจนถึงวันที่ 30 มี.ค.2524 จนในที่สุดได้ตกลงใจที่จะใช้กำลังแย่งชิงตัวประกันโดยฝ่ายไทยเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติการและฝ่ายอินโดนีเซียใช้หน่วยจู่โจมเข้าแย่งชิงตัวประกันเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2524 เวลา 02.35 น. ผลการปฏิบัติการผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 4 คนบาดเจ็บ 1 คนหน่วยจู่โจมเสียชีวิต 1 คนนักบินที่ 1 เสียชีวิตผู้โดยสาร 43 คนปลอดภัย
เหตุการณ์ครั้งที่สี่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2525 โดยมีผู้นำกระเป๋าเอกสารซึ่งบรรจุระเบิดชนิด C4 น้ำหนักประมาณ 10 ปอนด์ไปทิ้งไว้ในสำนักงานบริษัทเอ.อี.นานาจำกัดเลขที่ 27-29 ถนนอนุวงศ์เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพฯซึ่งเคยเป็นที่ทำการของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิรัก/กรุงเทพฯและเกิดระเบิดขึ้นเมื่อเวลา 16.27 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกวัตถุระเบิดกองพลาธิการกรมตำรวจกำลังพยายามจะนำกระเป๋าดังกล่าวออกจากตัวอาคารเป็นผลให้อาคารบริษัทเอ.อี.นานาจำกัดซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น 2 คูหาพังถล่มลงมามีผู้เสียชีวิต 1 นายคือพ.ต.ท.สุรัตน์สุมานัสหัวหน้าแผนกวัตถุระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 4 คนและประชาชนบาดเจ็บ 13 คนต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2525 ผู้ก่อการร้ายขบวนการปฏิบัติการอิสลามแห่งอิรัก (Iraqi Islamic Action Organization) โทรศัพท์แจ้งไปยังสำนักข่าว AFP ในกรุงปารีสอ้างความรับผิดชอบกรณีระเบิดดังกล่าว
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลไทยตระหนักว่าจำเป็นที่ทางการไทยจะต้องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2526 ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
แต่สุดท้ายสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ยังคงล้มเหลวในปฏิบัติการเชิงข่าวและการป้องกัน!!










