DBprintingDBprintingDBprinting
Home DBBnews Weekly เซียนหุ้นซัดแบงก์ชาติ

เซียนหุ้นซัดแบงก์ชาติ

PDF
Print
E-mail
Written by tariya
Friday, 30 July 2010 15:54

ละเว้นขายทิ้งหุ้น SICCO

นักลงทุนหุ้นจวกแบงก์ชาติทำผิดพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยอมร้องขอศาลบังคับแบงก์ไทยพาณิชย์ขายหุ้น SICCO ทอดตลาด หลังถือเกิน 10% เกิน 180 วัน ชี้แบงก์ชาติตัวดีขัดขวางขายหุ้นให้บริษัทเครดิตต่างชาติ เหตุต้องการให้ควบรวมกิจการกับแบงก์ที่ยังไม่มีธุรกิจเช่าซื้อเพื่อเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ให้การแข่งขันสูงขึ้นตามมาสเตอร์แพลน 2 พร้อมเผยแบงก์ไทยเครดิตทำดิวดิลิเจนท์จริง แต่คงแค่ศึกษาแล้วเอาไปทำเองไม่ซื้อหุ้น ผลแบงก์ไทยพาณิชย์ยังคลำหาทางออกให้หุ้น SICCO ไม่เจอ
แหล่งข่าวนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม หรือ SICCO เปิดเผยกับ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ว่า จากกรณีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 230,883,188 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 38.65% ในบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม ได้พยายามที่จะขายหุ้น SICCO ออกไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นไปตามกฎสถาบันการเงิน 1 รูปแบบ (One Presence) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์ยังไม่มีการตกลงขายหุ้นให้กับสถาบันการเงินหรือผู้สนใจลงทุนรายใด แม้ว่าจะพ้นกำหนดต้องขายหุ้นออกภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2553 ตามที่ได้ตกลงกับ ธปท. หลังจากขอยืดเวลาขายหุ้นมาแล้วหลายครั้ง ทำให้มีการหยิบยกประเด็นการขายหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ขึ้นมาปล่อยข่าวว่าธนาคารได้ตกลงขายหุ้นให้กับสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ จนทำให้ราคาหุ้น SICCO ปรับตัวขึ้นลงในลักษณะหวือหวา
ทั้งนี้ การที่ ธปท.ไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์ขายหุ้น SICCO ออกไปน่าจะถือว่า ธปท.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เนื่องจากตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับใหม่ ไม่ได้มีบทลงโทษเป็นการปรับเงินเป็นรายวันกรณีไม่ขายหุ้นออกไปตามกำหนดอีกแล้ว โดยตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ หมวด 2 ส่วนที่ 1 มาตรา 18 กำหนดว่า ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.หรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท.ประกาศกำหนด
ขณะที่มาตรา 19 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า บุคคลใดได้มาซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งจนเป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา 18 บุคคลนั้นจะต้องนำหุ้นในส่วนที่เกินออกจำหน่ายแก่บุคคลอื่นภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหุ้นนั้นมา เว้นแต่จะได้รับการผ่อนผันจาก ธปท. ซึ่งจะผ่อนผันได้อีกไม่เกิน 90 วัน นอกจากนี้ในมาตรา 19 วรรค 2 กำหนดด้วยว่า ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งไม่จำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ธปท.อาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ขายหุ้นในส่วนที่เกินดังกล่าวได้ และถ้าศาลเห็นว่าการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 18 ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นก็ได้
“ถ้านับตั้งแต่วันที่แบงก์ไทยพาณิชย์ได้หุ้น SICCO มาก็เลย 90 วันทั้งสอง 90 วันและต่อให้อีก 90 วันก็ยังเลยกำหนดมานานมากแล้ว แต่ไม่เห็นแบงก์ชาติทำอะไรเลย ร้องขอศาลให้แบงก์ขายหุ้นทอดตลาดก็ไม่ทำ ซึ่งน่าจะถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเท่าที่ทราบจากฝ่าย SICCO บอกว่าแบงก์ไทยพาณิชย์บอกกับแบงก์ชาติว่ามีคนติดต่อขอซื้อหุ้นแล้ว ทำให้แบงก์ชาติอะลุ้มอล่วยให้ตลอด แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครตกลงซื้ออย่างจริงจังสักที ไม่รู้ว่าแบงก์ชาติยังยอมอยู่ได้ยังไง” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้บริหารของบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม ทำให้ทราบว่า ธปท.เองก็เป็นส่วนสำคัญในการขัดขวางการขายหุ้น SICCO ของธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจากมีบริษัทนิชชิน บริษัทเครดิตจากญี่ปุ่น และอีกบริษัทหนึ่งชื่อมารูบินี มีความต้องการซื้อหุ้น SICCO จากทั้งธนาคารไทยพาณิชย์และผู้ถือหุ้นรายอื่นเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สำหรับการเข้าทำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ในประเทศไทย แต่ทาง ธปท.ต้องการให้การขายหุ้นบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรมเป็นการควบรวมกิจการกับธนาคารสัญชาติไทยที่ยังไม่มีธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 หรือมาสเตอร์แพลน 2 ที่ต้องการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ในตลาดให้มีการแข่งขันสูงขึ้น จึงไม่สนับสนุนธนาคารไทยพาณิชย์ขายหุ้นให้บริษัทต่างชาติ
นอกจากนี้ จากกรณีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่า ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย มีความต้องการซื้อหุ้น SICCO ข่าวดังกล่าวเป็นความจริง ขณะที่กรณีข่าวของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย (LH Bank) และสถาบันการเงินอื่นๆ ของไทยก่อนหน้านี้ไม่เป็นความจริง โดยหลังจากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรมเปลี่ยนคณะกรรมการบริษัทเป็นคนจากธนาคารไทยพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ ธนาคารไทยเครดิตฯ ได้ขอทำดิวดิลิเจนท์ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าขอทำดิวดิลิเจนท์กับคณะกรรมการและผู้บริหารชุดเดิมของบริษัท
ทั้งนี้ ธนาคารไทยเครดิตฯ ได้เข้าตรวจสอบบริษัทสินอุตสาหกรรมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบริษัทสินอุตสาหกรรมคนเก่าแก่ที่ยังเหลืออยู่มองว่าเป็นการขอเข้าดูกิจการเพื่อศึกษาแล้วเอาไปทำเองมากกว่าที่จะตกลงซื้อหุ้นเพื่อไปควบรวมกิจการทำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ในธนาคารอย่างจริงจัง เนื่องจากมีการติในเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง แต่กลับไม่ยอมต่อรองราคาซื้อขาย โดยเชื่อว่าธนาคารไทยเครดิตฯ ไม่น่าจะมีเงินมากพอที่จะซื้อหุ้นที่อาจจะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท รวมทั้งการซื้อหุ้นแม้จะได้พอร์ตสินเชื่อแต่ก็ต้องแบกรับภาระหนี้ไปด้วย ซึ่งธนาคารไทยเครดิตฯคงไม่พร้อม ขณะที่การเปิดทำธุรกิจเช่าซื้อด้วยตัวเองใช้เงินลงทุนน้อยกว่า และสร้างธุรกิจได้ง่ายกว่าถ้าได้คนที่มีฝีมือเข้าไปทำงานให้
“ทางออกของหุ้นที่แบงก์ไทยพาณิชย์ถืออยู่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะออกทางไหน เพราะคนที่ขอทำดิวดิลิเจนท์ก็เพียงมาขอให้แก้ผ้าให้ดูทุกรูขุมขนแล้วก็ไม่ซื้อ จะหาคนไทยมาซื้อก็คงยาก เพราะต้องลงทุนสูง อีกทั้งตอนนี้บริษัทอยู่ในสถานะไม่สู้ดีนัก จะขายให้บริษัทต่างชาติแบงก์ชาติก็ไม่ยอม คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าแบงก์ชาติจะทำหน้าที่ด้วยการร้องขอต่อศาลให้บังคับขายหุ้นทอดตลาดหรือเปล่าเท่านั้นเอง” แหล่งข่าวกล่าวในที่สุด