“หุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก”ทำเลทองการค้า
Friday, 30 July 2010 15:51
เคล็ดลับไทย“ส่งออก”พุ่ง
เกียรติ สิทธีอมร เดินหน้าขยายวงอาเซียน+8
เกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เอาจริงเอาจริง เร่งเดินหน้าเจรจาขยายกรอบอาเซียน+6 เป็น อาเซียน+8 พร้อมผลักดันไทยบรรลุข้อตกลง FTA กับกลุ่มสหภาพยุโรป ขณะที่การเจรจาการค้าไทย-อเมริกามีความคืบหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะการเป็น “หุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก” คาดจะสรุปผลได้ในเร็ววันและส่งผลให้การส่งออกของไทยมีอนาคตที่สดใสขึ้น บอกผู้ประกอบการใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสปรับโครงสร้างการผลิตให้เอื้อกับอนาคตการแข่งขันของตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ยังมีอาการน่าเป็นห่วงหากไม่เร่งพัฒนาตัวเอง
นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวกับ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ว่าจากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีหลายหน่วยงานระบุว่าการเติบโตเศรษฐกิจของไทย หรือจีดีพีในปีนี้จะปรับขึ้นไปถึง 7% ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยบวก ที่สนับสนุน ได้แก่ การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป รวมถึงจีน และประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ โดยพบว่าประเทศส่วนใหญ่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้คืนมาได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนที่บรรลุข้อตกลงเขตเสรีการค้ากับ 6 ประเทศใหญ่ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ โดยมีกรอบข้อตกลงร่วมกันทั้งหมด 66 ข้อ สิ่งนี้ส่งผลให้การผลักดันยอดการค้า-การลงทุนของกลุ่มประเทศคู่เจรจาของไทยในตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มมากขึ้น
“ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศที่มีอำนาจ 6 แห่ง ซึ่งมีจำนวนประชากร คิดเป็น 1 ใน 3 ของการค้าโลก ทำให้ประเทศต่างๆ บนเวทีการค้าต้องหันมามองเขตการค้าในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่หลายแห่งที่กำลังมึนงงกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญในตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจของเอเชียกลับเติบโตส่วนกระแสเศรษฐกิจโดยรวม อันนี้จึงเป็นโอกาสของไทยด้วย”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีแนวโน้มเติบโตในครึ่งปีหลัง 2553 ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเห็นได้จากกำลังการผลิตตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถึงเดือนพฤษภาคม 2553 มียอดการผลิตเกินเป้าหมายประมาณ 1.7 ล้านคัน ขณะที่ปริมาณการส่งออกของไทย ในช่วง 6 เดือนแรก พบว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ยเดือนละ 30-50% เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าทิศทางเศรษฐกิจของไทยและการส่งออกทั้งปีจะโตตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้
เมื่อการส่งออกของไทยเติบโต และเป็น “หัวรถจักร” สำคัญเพียงสิ่งเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นคืนชีพและไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาว่าจะฉุดเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลว่า การส่งออกของไทยจะเติบโตยั่งยืนได้จริงหรือไม่ และยาวนานแค่ไหน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเกียรติ กล่าวย้ำว่า สภาวการณ์ส่งออกของไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม จะต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. การสนับสนุนจากภาครัฐ 2. ผู้ประกอบการส่งออก และ 3. ประเทศคู่ค้า ถ้าหากทั้งหมดเกื้อหนุนกันไปในทิศทางที่เหมาะสม เชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้ธุรกิจการส่งออกของประเทศไทยจะมีทิศทางที่มั่นคง
โดยในส่วนของประเทศคู่ค้านั้น นายเกียรติกล่าวว่า ขณะนี้กำลังมีการดำเนินการคืบหน้าในเรื่องของการขยายขอบเขตข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน จากกรอบอาเซียน+6 เป็น อาเซียน +8 โดยเติมอเมริกา และรัสเซีย เข้ามาอีก 2 ประเทศ ซึ่งเป็นผลดีกับไทยแน่นอน
“แผนการพัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจกับกลุ่มใหม่ๆ ที่ผู้รับผิดชอบกำลังพิจารณาในขณะนี้ ได้แก่ กรอบอาเซียน +8 ที่รวมอเมริกา และรัสเซีย นอกจากนี้อเมริกายังได้เสนอกรอบTPP Tran Pacific Partnership หรือเรียกว่า ความเป็นหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก ซึ่งสหรัฐอเมริกาเสนอเป็นฝ่ายเจรจาเข้ามาเอง ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นรูปร่างนัก จึงไม่สามารถตัดสินใจได้ แต่ในกรอบของอาเซียน+6 จะเป็น +8 ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้
ในส่วนของสหภาพยุโรปก็แสดงออกถึงความสนใจที่จะเจรจากับประเทศไทยอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างยุโรปกับไทย ตอนนี้ใกล้จบแล้ว หลังจากนั้นจะสามารถเจรจาบันทึก FTA ได้”
สำหรับข้อดีและข้อเสียเปรียบของการค้าเสรี (AFTA) ที่มีข้อตกลงในบางขอบเขตทำให้ไทยต้องเสียเปรียบต่อประเทศคู่ค้านั้น ถือว่าไทยยังได้ประโยชน์จากข้อตกลงหลายส่วน ขณะที่ข้อเสียเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ แต่จะต้องเป็นความร่วมมือของภาครัฐบาลและผู้ประกอบการ เพื่อหาช่องทางออก
“เทียบกับเกาหลีใต้ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีขนาดเศรษฐกิจเท่าๆกับประเทศไทย แต่ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอำนาจเศรษฐกิจที่สำคัญของแถบภูมิภาคนี้ หลังจากที่เขาดำเนินนโยบายเปิดเศรษฐกิจเสรีกับทั่วโลก”
ทั้งนี้ นายเกียรติ ได้กล่าวแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ในช่วงจังหวะเศรษฐกิจที่เติบโตดี ภาคผู้ประกอบการควรแร่งปรับตัวในด้านการลงทุน ซึ่งหากผู้ผลิตอยู่เฉยๆ จะเสียโอกาส เพราะภาวะเศรษฐกิจที่คึกคักอาจไม่ยั่งยืน ดังนั้นผู้ประกอบการควรใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสปรับโครงสร้างการผลิตให้เอื้อกับอนาคตการแข่งขันของตลาดด้วย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องมีการปรับมากสุด คือ กลุ่มที่ต้องแข่งขันกับธุรกิจสินค้านำเข้า
“อุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาได้มีการปรับตัวไปตามกลไกพอสมควรแล้ว จึงเหลือแต่ธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ยังน่าเป็นห่วง”
นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมขณะนี้ ยังมีความผันผวนอยู่มาก แม้เราจะเห็นว่าอเมริกา ยุโรปได้พยายามแก้ไขวิกฤตมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้นการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจก็ต้องไม่นิ่งนอนใจ คือต้องติดตามตัวเลข สถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด
ส่วนกรณีที่จีนออกมาตรการคุมเข้มด้านสินเชื่อเพื่อชะลอเศรษฐกิจที่ร้อนแรงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มองว่าไม่น่าจะมีความกระทบกระเทือนกับการส่งออกไทย เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคจีนยังมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายระดับกลางซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันจีนมีประชากรถึง 1,300 ล้านคน ซึ่งประชาชนชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง จะมีจำนวนมากกว่าคนสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ คาดว่าตลาดจีนจะขึ้นมาแทนที่สหรัฐอเมริกาภายในไม่กี่ปี อีกทั้งประเทศอินเดียเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เศรษฐกิจเติบโตสูง จึงเป็นลูกค้าเป้าหมายที่สำคัญของไทยที่จะต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด











