“ดอกเบี้ย” ขาขึ้น
Thursday, 15 July 2010 16:04
กระทบหุ้น-ทองหุ้นรับผลกระทบตรงจากดอกเบี้ยขาขึ้น แต่เป็นเพียงจิตวิทยาระยะสั้น กลุ่มแบงก์ ค้าปลีก บันเทิงรับผลบวก ขณะที่ผลลบตกกับกลุ่มอสังหาฯ เช่าซื้อ เช่นเดียวกับทองคำที่จะส่งผลบวกในระยะสั้นด้วย แนะคนเล็งซื้อทองคำเตรียมตัวได้เพราะดอกเบี้ยขึ้น เงินบาทแข็งค่า จะส่งผลทองคำปรับลดลง แต่เป็นเพียงระยะสั้น จากนั้นเดือนกันยาคาดว่าทองจะตีกลับขึ้นอีกครั้ง
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวแสดงความเห็นว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติ โดยมีทิศทางว่าต่อจากนี้จะเป็นแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จะส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาในช่วงสั้นๆ กับตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้การปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ความน่าสนใจในตลาดหุ้นไทยปรับลดลง เนื่องจากเมื่อมีการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนจะพบว่าอัตราเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3.75% ซึ่งเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่ 4.1% และแนวโน้มผลตอบแทนจากตราสารการเงิน พันธบัตร หุ้นกู้ ยังจะปรับเพิ่มขึ้นอีก ก็เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนคิดมากขึ้นในการที่จะเลือกและแบ่งพอร์ทการลงทุน
“ตามทฤษฎีหากดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นเร็ว จะทำให้ราคาหุ้นไทยคงที่ และมีแนวโน้มที่ปรับลดลงด้วย และประเมินว่าช่วงที่เหลือของปี 2553 กนง. จะมีการประชุมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรวมอย่างน้อย 0.75% จะเป็นผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในเชิงจิตวิทยาอย่างแน่นอน” เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กล่าว
อย่างไรก็ตามมีการประเมินว่ามีหุ้นที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยคละเคล้ากันไป
สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นย่อมหนีไม่พ้น กลุ่มแบงก์พาณิชย์ จะเห็นว่า 2-3 วันก่อนการประชุม กนง.14 กรกฎาคม 2553 ในการตัดสินพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยที่มีข่าวออกมาด้วยซ้ำว่าอาจไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในคราวนี้ แต่จะไปขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมคราวหน้าแทน แต่แรงเก็งกำไรในหุ้นแบงก์พาณิชย์หลายตัวที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นก็มีเข้ามามาก
นักวิเคราะห์จาก บล.พัฒนาสินให้ความเห็นว่า หุ้นในกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น โดยพ้นจากช่วงของจุดต่ำสุดของดอกเบี้ยไปแล้วนั้นจะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีกระแสเงินสดสุทธิ เช่น ค้าปลีก บันเทิง หรือกลุ่มแบงก์ใหญ่ ที่สามารถบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากได้ดี เช่น CPALL BIGC MAKRO BEC DCC ADVANC DTAC KBANK BBL
ทิศทางของดอกเบี้ยขาขึ้นก็ส่งผลต่อต้นทุนของเงินทุนในการขยายกิจการของกิจการต่างๆในตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน และหุ้นที่ นักวิเคราะห์จาก บล.พัฒนสิน เห็นว่าน่าจะได้รับผลลบจากดอกเบี้ยขาขึ้นในเวลาอันใกล้นี้คือ หุ้นกลุ่มเช่าซื้อ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทั้งรับเหมาก่อสร้างและบ้าน
ด้านตลาดค้าทองคำก็ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ฟิวเจอร์ส กล่าวแสดงความเห็นว่า การที่ กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกระทบทำให้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาทองคำที่นำเข้าจากต่างประเทศปรับลดลง ส่งผลให้ไทยที่มีการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศประมาณ 70-80% ของมูลค่าทองคำที่ใช้ภายในประเทศ มีต้นทุนที่ถูกลง ดังนั้นโดยภาพรวมแล้วมองว่าจะส่งผลดีต่อประเทศมากกว่า ตรงกันข้ามกับนักลงทุนที่ถือทองคำอยู่ในปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากราคาทองคำที่มีทิศทางปรับลดลงจากการขึ้นดอกเบี้ยและการแข็งค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วปัจจัยจากต่างประเทศจะมีอิทธิพลต่อราคาทองคำมากกว่าปัจจัยในประเทศ
“ปัจจัยต่างประเทศ อย่างปัญหาหนี้สินในยุโรป การประกาศตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ และการลดอันดับเครดิตของโปรตุเกสจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำภายในประเทศโดยตรงมากกว่าปัจจัยภายในประเทศ อย่าง กรณีการปรับดอกเบี้ยขาขึ้น ดังนั้นแม้ในช่วงแรกที่ราคาทองคำอาจมีการปรับลดลง แต่เชื่อว่าในที่สุดนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส หรือการลงทุนทองคำตลาดล่วงหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
นอกจากนี้นางสาวฐิภายังแนะนำนักลงทุนในตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส ว่าสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวให้ทยอยเก็บทองคำที่ราคา 18,100 บาท ซึ่งทองคำจะมีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงเดือน ก.ค.ถึง ส.ค. 53 และจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปลายเดือน ก.ย.ถึงต้น ต.ค.ที่ระดับ 21,000 บาทหรือประมาณ 1,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
“ในขณะที่นักลงทุนระยะสั้นทาง YLG ได้แนะนำใน Long ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากนี้ให้ทยอยขายทำไร เพราะราคาทองคำในตลาดโลกมีความผันผวนสูง”











