ประสานเสียงสู้ได้ดอกแพง
Thursday, 15 July 2010 16:03
“ธุรกิจอสังหาฯ”บ่ยั่นน้ำมัน-วัสดุน่ากลัวกว่า
ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ประสานเสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ไม่กระทบธุรกิจ ย้ำขึ้นดอกเบี้ยไม่น่ากลัวเท่าขึ้นราคาน้ำมัน/วัสดุก่อสร้าง ให้คำมั่นลูกค้าราคาบ้านไม่ปรับขึ้น ขณะที่ธุรกิจรับสร้างบ้านไม่กังวล เพราะลูกค้าที่สร้างบ้านระดับพรีเมี่ยมใช้เงินส่วนตัวมากกว่ากู้แบงก์
สืบเนื่องจากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดที่เล็งเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้มีความชัดเจนขึ้น และคงจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทำให้ความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษลดน้อยลง จึงควรเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ระดับปกติ ทางคณะกรรมการ กนง. จึงมีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25%เป็น 1.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันทีนั้น
นายอิสสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวกับ "ดอกเบี้ยธุรกิจ" ว่า การขยับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จะมีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่มากนัก เพราะปัจจุบันนี้อัตราดอกเบี้ยยังถือว่าต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อบ้านที่มักจะอิงกับ MLR อาจมีแนวโน้มจะปรับขึ้นบ้าง แต่คงไม่มากนัก ขณะเดียวกันการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ส่งผลผลดีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ และจะมีการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในทางอ้อมมากขึ้น
ส่วนที่มีความกังวลกันว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลกระทบทำให้ราคาบ้านเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น นายอิสสระชี้แจงว่า คงไม่มีผลให้บ้านขึ้นราคา เพราะสาเหตุสำคัญที่ทำให้บ้านขึ้นราคานั้น น่าจะมาจากต้นทุนด้านอื่นที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างจะเป็นตัวแปรสำคัญมากกว่า ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะยังไม่มีผลต่อกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์มากนัก
ด้าน นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ความเห็นกับ "ดอกเบี้ยธุรกิจ" ว่าปกติแล้วหากดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นก็คงทำให้บ้านมีราคาแพงขึ้น แต่การปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ขึ้นแค่ 0.25% จึงไม่น่ามีผลอะไร เพราะในช่วงที่ผ่านมาทั้งผู้ประกอบการและผู้ซื้อต่างคาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่จะขึ้นเมื่อใดเท่านั้น ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ที่ให้กู้ ก็คงเผื่อดอกเบี้ยส่วนที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้นไว้แล้ว
"สิ่งที่เป็นกังวลก็คือ ดอกเบี้ยที่จะขึ้นครั้งต่อไปคงจะเร็วขึ้น คนจะมีความระมัดระวังมากขึ้น ส่วนจะมีผลต่อราคาบ้านนั้น ช่วงนี้คงไม่มีผลกระทบให้บ้านขึ้นราคา แต่อาจจะมีผลต่อลูกค้าที่กำลังผ่อนชำระบ้าง แต่ไม่มากนัก" นายกิตติพล กล่าว
ส่วน ร.อ.กรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอส.ซี.แอสเสท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กรณีขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% นั้น ลูกค้าคงได้รับผลกระทบไม่มากนัก ในกรณีที่ขอกู้แบงก์ แต่ในด้านของผู้ประกอบการนั้นต้องมีภาระเพิ่มขึ้น จึงเหมือนโดน 2 เด้ง คือหลังจากหมดอายุมาตรการด้านภาษี ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม 0.25% อีก ขณะนี้บริษัทกำลังจะโอนบ้านรวมมูลค่า 1,500 ล้านบาท บริษัทจึงติดต่อให้ธนาคารพาณิชย์เสนอเงื่อนไขเข้ามาเพื่อพิจารณาเลือกใช้บริการว่าเงื่อนไขของธนาคารไหนจะดีกว่ากัน เพราะขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ก็กำลังแข่งขันกันสูง
ร.อ.กรีกล่าวอีกว่า หลังจากหมดอายุมาตรการด้านภาษีไปแล้ว บ้านจึงเสมือนโดนปรับขึ้นราคาไปแล้ว หากจะขึ้นราคาอีกก็คงต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่างประกอบ สำหรับตลาดคอนโดมิเนียม ในด้านของผู้ซื้อคงไม่ได้รับผลกระทบ เพราะผู้ที่ซื้อไปแล้วปล่อยเช่าก็จะมีรายได้ดีกว่าฝากธนาคาร ส่วนบ้านเดี่ยวอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะจากต้นทุนของผู้ประกอบการที่สูงขึ้น และจะมีผลต่อการขึ้นราคาขายในที่สุด
ขณะที่นายสุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิเอ็มเพอเรอร์ เฮ้าส์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านระดับพรีเมี่ยมกล่าวกับ "ดอกเบี้ยธุรกิจ" ว่า อัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น มีผลกระทบกับธุรกิจแน่ เพราะเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวมาก แต่คงกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่าธุรกิจรับสร้างบ้าน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทที่สร้างบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป จนกระทั่งราคา 100 ล้านบาทนั้น จะใช้เงินส่วนตัวมากกว่ากู้จากธนาคารพาณิชย์ และปัจจุบันคนมีเงินเก็บมากขึ้น บางคนมีเงินเก็บ 500 ล้านบาท ก็อยากได้บ้านราคา 100 ล้านบาทที่สวยและถูกใจ
"ในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือบริษัทรับสร้างบ้านคงไม่ปรับราคา เพราะวัสดุก่อสร้างยังไม่ขึ้นราคาเท่าไหร่ ขณะนี้จึงยังไม่มีใครกล้าขึ้นราคารับสร้างบ้าน เพราะจะแข่งขันกับรายอื่นไม่ได้" นายสุรัตน์ชัยตั้งข้อสังเกต











