DBprintingDBprintingDBprinting
Home DBBnews Weekly ว่าที่ผู้ว่าธปท.ไม่ห่วงเงินยุโรปย้ายถิ่น

ว่าที่ผู้ว่าธปท.ไม่ห่วงเงินยุโรปย้ายถิ่น

PDF
Print
E-mail
Written by tariya
Thursday, 15 July 2010 16:02

ฟองสบู่
แค่จิ๊บๆ
นักวิจัย KBANK แนะรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจไทย


ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติมองเงินทุนเคลื่อนย้ายหนียุโรปไหลบ่าเข้าไทยไม่น่ากังวล  เหตุสัดส่วนเงินลงทุนของโลกที่เข้าไทยมีน้อย  ไม่น่ามีปัญหาการเก็งกำไรมากจนเกิดภาวะฟองสบู่  แต่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนทิศทางบาทแข็งค่าเกิดแน่  เชื่อแบงก์ชาติดูแลการเก็งกำไรและอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เสียความสามารถในการแข่งขันได้  ขณะที่นักวิจัยบอกอย่าโทษการไหลของเงินทุนทำให้เกิดการเก็งกำไรจนถึงภาวะฟองสบู่  ต้องโทษแผนเศรษฐกิจที่ยึดส่งออกเป็นหลัก  เพราะทำให้ค่าเงินไม่สะท้อนความจริง  เศรษฐกิจโลกจึงไม่สมดุล
ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารกสิกรไทย  (KBANK)  ประธานสมาคมธนาคารไทย  และว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  เปิดเผยกับ  “ดอกเบี้ยธุรกิจ”  ว่าปัญหาวิกฤตหนี้สินที่เกิดขึ้นในยุโรปยังถือเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก  โดยอาจส่งผลทำให้การไหลเวียนของเงินทุนของโลกมีความผันผวน  และอาจมีผลทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศกลุ่มภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทย  อย่างไรก็ตามในขณะนี้เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับปกติ  ไม่ได้ไหลเข้ามามากจนน่ากังวล
นอกจากนี้การไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ  เป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามดูแลมาตลอด  เพื่อรักษาเสถียรภาพและไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศไทย  และเชื่อว่า  ธปท.คงเตรียมรับมือกับปัญหาการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศที่มีแนวโน้มไหลเข้ามามาก  ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงสูง
ทั้งนี้ผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้ามามากนั้นจะมีผลต่อการลงทุนของประเทศไทยในทางอ้อม  เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ  มีความเชื่อมโยงถึงกันหมด  เมื่อเศรษฐกิจในกลุ่มยุโรปมีความไม่แน่นอน  การลงทุนส่วนใหญ่จะหันกลับมาทางกลุ่มภูมิภาคเอเชีย  โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น  ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง  ขณะที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วย  เนื่องจากจีน-ญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดส่งออก  แต่การลงทุนโดยตรง  (FDI)  อาจจะมีไม่มาก  เพราะยุโรปยังมีกำลังซื้อน้อย อยู่ในช่วงที่เกิดวิกฤต  ประกอบกับอัตราการลงทุนในไทยต่อการลงทุนทั้งหมดยังมีสัดส่วนไม่มาก  ดังนั้นปัญหาการเก็งกำไรในตลาดต่างๆ  คงไม่น่าจะมีและไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่
อย่างไรก็ดี  ผลจากการไหลของเงินทุนมากไป บวกกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจในยุโรป    อาจจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนให้มีความผันผวนบ้าง  โดยเฉพาะสกุลเงินยูโรที่อ่อนค่าลง  ซึ่งถ้านำมาเทียบกับเงินสกุลบาทไทย  อาจทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น  แต่ขณะเดียวกัน  เมื่อนำค่าเงินบาทมาเทียบกับประเทศคู่แข่งขัน  อัตราการแข็งค่าก็ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  จึงไม่ได้เสียเปรียบในด้านการค้ามากนัก  ทั้งนี้  เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน  ธปท.คงดูแลไม่ให้มีความผันผวนหรือแข็งค่ามากมากเกินไป  หรือถ้าแข็งค่าก็คงดูแลไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งขัน
“แม้แนวโน้มจะมีการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศเข้ามาไทยและเอเชีย  แต่เชื่อว่า  ธปท.คงดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ทั้งในด้านเงินบาท  และการเก็งกำไรของนักลงทุน  ที่อาจจะก่อผลเสียต่อไทย  ขณะเดียวกัน  จากที่ทราบมาเงินทุนไหลเข้าในไทยยังอยู่ในระดับปกติ”  ดร.ประสาร  กล่าว
ด้าน  นายกอบสิทธิ์  ศิลปชัย  ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน  สายงานธุรกิจตลาดทุน  ธนาคารกสิกรไทย  กล่าวกับ  “ดอกเบี้ยธุรกิจ”  ว่าวิกฤตหนี้สินในยุโรปทำให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายการลงทุนเข้ามาสู่เอเชียและไทยช่วงหนึ่งแล้ว  เป็นการหันมาลงทุนในประเทศที่มีฐานะทางการเงินดีกว่า  ซึ่งสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียอย่างไรขึ้นอยู่กับโครงสร้างและการกำหนดนโยบายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
“ประเทศที่ยึดการส่งออกเป็นหลักในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  โดยพยายามยื้ออัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้สกุลเงินแข็งค่า  เพื่อเอื้อการส่งออก  แต่ขณะเดียวกันมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้สกุลเงินมีค่ามากขึ้น  จนไม่สะท้อนอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงอาจได้รับผลกระทบหนัก  ขึ้นอยู่กับว่านักเก็งกำไรจะผสมโรงด้วยหรือเปล่า  หรือมีการเก็งกำไรค่าเงินมากน้อยเท่าใด  ซึ่งการเก็งกำไรย่อมนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ที่เพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันความสมดุลของเศรษฐกิจโลกก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย”  นายกอบสิทธิ์  กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งภาวะฟองสบู่อาจไม่น่ากังวล  เนื่องจากในประเทศผู้ส่งออก  เช่น  จีน  การปรับขึ้นลงของการขยายตัวด้านการส่งออกสอดคล้องกับการขยายตัวขึ้นลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  โดยเมื่อผู้ประกอบการสามารถส่งออกได้มาก  มีรายได้มากก็นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการเก็งกำไรโดยสิ้นเชิง
อีกทั้งการซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องมีการวางเงินดาวน์สูง  ขณะที่เงินดาวน์เป็นเงินของผู้ประกอบการส่งออกเอง  ไม่ได้เป็นการกู้สถาบันการเงิน  ทำให้ภาวะฟองสบู่ไม่น่าห่วง  แต่เมื่อการลงทุนวิ่งไปที่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะเก็งกำไร  ทำให้ทางการจีนต้องรัดกุมการปล่อยสินเชื่อ  มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไปพักใหญ่แล้ว  แต่ยังคงฝืนไม่ให้เงินหยวนแข็งค่า  ถ้าปล่อยเช่นนี้นานไป  จีนก็อาจไม่รอดจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ  ขณะที่ไทยก็เดินแนวเศรษฐกิจไม่ต่างจากจีน  มีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนตลอดเวลา  ซึ่งก็อาจประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
“ภาวะฟองสบู่จะเสี่ยงเสมอถ้าไม่ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ  ถ้ายังใช้ส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ  เกินดุลบัญชีการค้าตลอดเวลา  ค่าเงินก็จะแข็ง  ซึ่งมองในอีกมุมหนึ่งเมื่อทางการไม่ทำให้เกิดความสมดุล  นักลงทุนเขาก็เข้ามาสร้างความสมดุลให้เกิดความสอดคล้องในมิติของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน  เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นราคาของเงินในมิติของเวลา  เมื่อดอกเบี้ยขึ้น  อัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องขึ้นด้วย  ประเทศกลัวเงินเฟ้อก็ขึ้นดอกเบี้ย  แต่พยายามฝืนค่าเงินคงที่  คนก็จะมาเก็งกำไรดอกเบี้ย  ทำให้ระบบการเงินไม่สมดุล  ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากประเทศไม่อยากเปลี่ยนแผนธุรกิจ  ยังอยากใช้การส่งออกเป็นหลัก  เมื่อยังปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้  ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะยิ่งมากขึ้น  เพราะเถ้าแก่อยากได้กำไรมาก  ก็กดค่าจ้างแรงงาน  ประเทศไทยควรมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปตัวเอง  ที่ผ่านมาเราฝืนเอง  ทุกเดือนเกินดุลบัญชีการค้า  เกินดุลบัญชีเดินสะพัด  แต่ความมั่งคั่งไม่กระจาย  ดังนั้นจะไปโทษเงินไหลเข้าไหลออกคงไม่ถูกต้องนัก”  นายกอบสิทธิ์  กล่าว