ธีระ โรจนาเปรมสุข
12-16 ธันวาคม 2554
จันทร์12 วันหยุดชดเชย
อังคาร13 Sideway แดนลบ
พุธ14 Sideway แดนลบ
พฤหัสฯ15 Sideway แดนลบ
ศุกร์16 Sideway แดนลบ
Login Form
:: The Interest Weekly News ::: ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง
ส่องกล้องขายตรงโลก แอมเวย์ตุรกีคึกรับตลาดโตพุ่ง จับทิศโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรง GM แอมเวย์ตุรกี เชื่ออุตสาหกรรมขายตรงตุรกีบูม หลังรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.6 พันล้าน จับทิศตลาดทั่วโลก ขายตรงยังได้รับความนิยมสูง ระบุคนมีการศึกษามองเห็นโอกาส ล่าสุดเทงบ 1 ล้านยูเอสเปิดแอมเวย์ พลาซ่า อิสตันบูล ตอกย้ำแบรนด์แอมเวย์ ลั่นตามรอยตลาดโลกออนไลน์มาแรง พร้อมลงทุนแบบเต็มพิกัด หลังตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้รับความนิยมทั่วโลก
Read moreปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011
ปั้นธกส.สนองนโยบายรัฐได้ทุกยุค “ลักษณ์” ผู้นำแห่งปี CEO of the year 2011 กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจประกาศยกย่องให้นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็น CEO of the year 2011 หรือผู้นำองค์กรที่โดดเด่นที่สุดในปี 2554 หลังจากเขาสามารถบริหารจัดการองค์กรภายใต้การบริหารให้สามารถรับมือกับปีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งมีแนวนโยบายการบริหารประเทศที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิงได้อย่างลงตัวปี 2554 ถือเป็นปีที่นายลักษณ์วจนานวัชผู้จัดการธ.ก.ส.คนปัจจุบันต้องทำงานเหนื่อยหนักกว่าผู้จัดการธ.ก.ส.ทุกคนในอดีตที่ผ่านมาเพราะในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีการเลือกตั้งและมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยรัฐบาลที่จากไปและเข้ามาใหม่มีแนวนโยบายบริหารประเทศแตกต่างกันออกไป
Read more“วรพล” ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน
“วรพล” ชูธงนำผลักดันตลาดทุนตั้งเป้าศูนย์กลางอาเซียน เลขา ก.ล.ต.วรพล โสคติยานุรักษ์ ถือโอกาสฉลองปี 2555 ครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งสำนักงาน ก.ล.ต. และปีที่ตลาดทุนไทยเข้าสู่การเปิดเสรีเต็มรูปแบบ ทำหน้าที่เป็น หัวขบวนผลักดันตลาดทุนไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอาเซียน โดยพลิกบทบาท ก.ล.ต.ที่เป็น “ผู้กำกับ” มาเป็น “เพื่อนคู่คิด” นำพาภาคเอกชนมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย ชี้ศักยภาพไทยที่เป็นทั้ง Land Link และ Culture Link ชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย เริ่มต้นด้วยการนำทัพตลาดหลักทรัพย์ฯ บล. บลจ. สานสัมพันธ์ไทยลาว ...
Read moreกรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ!
กรุงศรีออโต้เชื่อปีนี้ยังโตดีแรงหนุนตลาดรถยนต์มีอื้อ! กรุงศรีออโต้เล็งสินเชื่อปีนี้โตเลข 2 หลัก จากปีก่อนทำสินเชื่อคงค้างได้เกินเป้า 1.42 แสนล้านบาท เผยน้ำท่วมกระทบไม่มากลูกค้าขอยืดหนี้แค่ 2% ปรับโครงสร้างหนี้แค่ 75 ราย เชื่อปีนี้ตลาดรถยังไปได้สวย จากแรงส่งทั้งคนรอรับรถตั้งแต่ปีก่อน มีรถรุ่นใหม่ออก มาตรการรถคันแรกของรัฐบาล ล่าสุดจับมือไปรษณีย์ไทยเปิดช่องทางแจ้งขอใช้สินเชื่อ คาดเพิ่มยอดได้อีกปีละ 500 ล้านบาท ชี้เป็นเจ้าเดียวมีช่องทางให้บริการลูกค้ามากที่สุด
Read moreรับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา
รับสร้างบ้านครึ่งปีแรกชะลอตัว พีดีเฮ้าส์ลุยตลาดภูธร 10 สาขา พีดีเฮ้าส์ เดินแผนการตลาดปี 2555 ลุยปักธงอีก 10 สาขาทั่วทุกภูมิภาค โดยมีทั้งลงทุนเองและขายแฟรนไชส์หวังกวาดยอดขาย 1,200-1,400 ล้านบาท มองแนวโน้มปีมะโรง ตลาดรับสร้างบ้านกทม.และปริมณฑลครึ่งปีแรกชะลอตัว เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเจาะกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัด
Read moreลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน
ลูกค้าฮอนด้าสบายใจได้ทุบรถน้ำท่วมทิ้งพันคัน ฮอนด้าทำลายรถที่ได้รับความเสียจากน้ำท่วม จำนวน 1,055 คัน พร้อมยืนยันว่าไม่มีรถหลุดส่งมอบให้ลูกค้าอย่างแน่นอน ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนอยู่ในโรงงานเท่านั้น และยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
Read moreบทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา
บทเรียน 3 ครั้งซ้อนดีแทคแก้เครือข่ายล่มทุ่ม 4 หมื่นล.พัฒนาสัญญา ดีแทคเตรียมงบ 4 หมื่นล้านพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายรองรับการให้บริการโทรคมนาคมพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเครือข่ายล่มจากเหตุการณ์ 3 ครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่และหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว
Read moreHome
คืนเงินรถคันแรกขยับเข้าที่คาดแห่ใช้สิทธิ์ 2 แสนคัน
- Details
- Created on Sunday, 25 September 2011 10:01
คืนเงินรถคันแรกขยับเข้าที่คาดแห่ใช้สิทธิ์ 2 แสนคัน
คืนเงินรถป้ายแดงคันแรกเริ่มเข้ารูปเข้ารอยแนะหากสงสัยให้เข้าเว็บไซต์ www.excise.go.th คาดมีคนใช้สิทธิ์จริง 2 แสนคันอธิบดีพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ย้ำไม่กระทบเพราะไม่ใช่การคืนภาษี ตรงกันข้ามจะทำให้สรรพสามิตเก็บรายได้เพิ่มขึ้นระบุที่ควรให้ความสำคัญคือการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีใหม่ภายหลังไทยร่วมประชาคมอาเซียน AEC ในปี 2558
สำหรับเอกสารหลักฐานที่ผู้สนใจโครงการนี้จะต้องนำไปยื่นคือแบบคำขอคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านสำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อในกรณีเช่าซื้อ สำเนาคู่มือการจดทะเบียนหนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปีรวมถึงหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ ซึ่งจะต้องจองรถยนต์หลังวันที่ 16 กันยายน 2554 แล้วให้นำเอาใบจองรถยนต์มาเป็นหลักฐาน โดยผู้ซื้อต้องยื่นคำขอที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันมี 86 พื้นที่และมีสาขาอีกกว่า 170 สาขาหรือจะยื่นผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพสามิต HYPERLINK "http://www.excise.go.th" www.excise.go.thก็ได้
“โครงการดังกล่าวนี้ไม่ใช่เป็นการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีแต่มันเป็นการที่กรมสรรพสามิตไปขอตั้งงบประมาณแผ่นดินในปี 2556 เพื่อนำมาใช้ในการจ่ายคืนประชาชน จึงไม่ได้ทำให้เป็นภาระหรือทำให้ภาษีที่ควรได้หดหายไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้จะทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะถ้าประชาชนมาใช้สิทธิ์กันเยอะๆก็จะส่งผลดีต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศซึ่งก็ต้องมาเสียภาษีสรรพสามิตกันมากขึ้น”
อธิบดีพงษ์ภาณุกล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่ามีการประเมินกันว่าจะมีรถที่เข้าโครงการนี้ประมาณ 5 แสนคันซึ่งเป็นการประมาณการตัวเลขสูงสุดไว้ เพื่อให้เพียงพอต่อการเข้ามาใช้สิทธิ์ของประชาชน แต่ในความเป็นจริงอาจมาขอให้สิทธิ์กันไม่ถึง 5 แสนคัน
“ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะถึง 5 แสนคันตามเป้าหมายเพราะจากที่แต่ละปีมียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่ 9 แสนคันถ้าหากได้ตามเป้าหมายคือ 5 แสนคันก็แปลว่าจะมียอดเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเพิ่มประมาณ 20-30% หรือเกือบ 2 แสนคันก็น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าซึ่งจะทำให้เราเก็บภาษีได้มากขึ้น”
อย่างไรก็ตามปีงบประมาณ 2556 คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปรัฐบาลจะมีภาระในการใช้จ่ายเงินมากขึ้นหรือตามที่คาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทถ้าโครงการดังกล่าวเกิดมีการมาใช้สิทธิ์กันถึง 5 แสนคันจริงๆก็คาดว่าจะเป็นเงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาทจะต้องใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2556
อธิบดีสรรพสามิตระบุว่าที่กล่าวมานั้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ประกาศมาตรการออกมาแต่เมื่อปฏิบัติจริงก็อาจจะมีการปรับปรุงแก้ไขบางเรื่องบางอย่างได้ซึ่งกรมสรรพสามิตพร้อมจะดำเนินการ เช่นกรณีของรถที่ประกอบนอกประเทศขนาดเล็ก อาจจะขอเข้าอยู่ในโครงการด้วยให้เลิกเงื่อนไขห้ามรถประกอบนอก รวมทั้งกรณีการกำหนดขนาดรถยนต์ที่ 1,500 ซีซีที่ให้มีการปรับขยับขึ้นเป็น 1,600 ซีซี เพื่อให้รถบางค่ายที่ประกอบรถขนาด 1,600 ซีซีไม่มี 1,500 ซีซี ซึ่งจะเป็นการเสียเปรียบเชิงธุรกิจกัน ทั้งนี้กรมสรรพสามิตจะพูดคุยกับค่ายรถต่างๆเพิ่มเติมด้วย
ส่วนที่วิจารณ์กันว่ารัฐบาลไทยได้เข้ามาแทรกแซงในธุรกิจซึ่งถือว่าผิดเงื่อนไข WTO นั้นนายพงษ์ภาณุกล่าวว่า WTO มีหลักเกณฑ์สำคัญอย่างหนึ่งคือการปฏิบัติต่อผู้ผลิตในประเทศลักษณะเช่นเดียวกันกับผู้นำเข้า ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ แต่โครงการนี้ไม่ได้เป็นการยกเว้นภาษี ไม่ได้เป็นการคืนภาษี แต่เป็นการตั้งงบประมาณขึ้นมาเพื่อช่วยประชาชนที่มีรายได้น้อย เป็นการช่วยโดยตรงและทำโครงการในกำหนดเวลาระยะสั้นๆ เพียง 1 ปีเศษเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์หลักคือต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งภาษีที่เก็บจากรถยนต์นำเข้าและในประเทศยังเป็นอัตราเดียวกันอยู่ ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติโดยรถยนต์ 1,500 ซี.ซี. ก็ยังเสียภาษีที่ 25% ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้ามาจำหน่าย
“เบื้องต้นเราพยายามใช้ถ้อยคำในหนังสือที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในลักษณะที่ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎ WTO ซึ่งได้ปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพาณิชย์ก็ยืนยันเบื้องต้นว่าไม่ผิดขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์ก็กำลังดูถ้อยคำต่างๆให้มันถูกต้องอีกครั้งหนึ่งซึ่งถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลไทยที่จะช่วยเหลือคนในประเทศโดยเราไม่ได้กีดกันการค้าและไม่ได้ปรับเปลี่ยนอัตราภาษีให้มันแตกต่างกันแต่เป็นการช่วยระยะสั้นๆจากงบประมาณแผ่นดิน”
ส่วนกรณีรถยนต์ที่นำเข้าเครื่องยนต์ 1,500 ซีซีจะเข้ากฎเกณฑ์นี้หรือไม่นั้นในช่วงที่ผ่านมาทางกรมสรรพสามิตได้เชิญกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวมาหารือแล้วไม่ว่าจะเป็นทาทาของอินเดียโปรตอนของมาเลเซียฮุนไดและเชอรี่ของจีนซึ่งการหารือดังกล่าวจะพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์นำเข้าว่าได้รับผลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มีทางเป็นไปได้เหมือนกันเพราะรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นหรือจะตัดสิทธิ์กรณีนี้
นายพงษ์ภาณุ ยังได้กล่าวถึงแผนงานการรับมือของกรมสรรพสามิตกรณีที่อาจจะมีผู้สนใจซิกแซ็กจากโครงการนี้ว่าจากที่ได้คุยกับผู้ประกอบการลีสซิ่งแล้วก็ได้รับคำตอบว่าอาจจะมีช่องปัญหาสำหรับกระบวนการเช่าซื้อบ้างแต่ก็อยากให้มองในหลักการก่อนว่าโครงการนี้มุ่งที่จะคืนเงินให้กับผู้ซื้อฉะนั้นการคืนเงินจะเป็นเช็คสั่งจ่ายให้กับผู้ที่มาใช้สิทธิ์ไม่ได้จ่ายให้กับบริษัทให้เช่าซื้อดังนั้นปัญหาจึงมีอยู่ว่าเมื่อรถคันนี้ต้องสละสิทธิ์การโอน 5 ปีก็จะเกิดประเด็นว่าเมื่อผู้ซื้อได้รับเช็คไปเมื่อถือครองแล้ว 1 ปีอาจจะมีการเบี้ยวไม่ยอมชำระเงินผ่อนค่างวดซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ที่จะต้องทวงเงินคืนแล้วเงินจำนวน 1 แสนบาทจะทวงคืนอย่างไรและต้องมีการโอนย้ายเปลี่ยนมือกันบริษัทลีสซิ่งก็จำเป็นต้องยึดรถมาแล้วรีไฟแนนซ์ประมูลขายทอดตลาด ซึ่งกรมสรรพสามิตไม่ได้ตั้งใจช่วยบริษัทไฟแนนซ์แต่อยากทำทุกอย่างให้กับผู้ซื้อได้รับประโยชน์
“กระบวนการให้สินเชื่อเช่าซื้อก็เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดเราจึงช่วยคิดกันกับทางสมาคมธุรกิจเช่าซื้อซึ่งสรุปว่าสมาคมต้องเป็นผู้วางเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อแต่ประการแรกที่ต้องทำคือก็ต้องปลดล็อกให้สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ก่อน 5 ปีซึ่งก็คงต้องมีการให้ข้อมูลเอกสาร ทางไฟแนนซ์ก็ต้องเสนอข้อมูลมาให้เราพิจารณาเป็นรายๆไปซึ่งเมื่อสามารถนำรถไปขายทอดตลาดมีรายได้กลับคืนมาเกินกว่ามูลหนี้ที่ค้างอยู่ก็จะต้องนำเงินส่วนนั้นมาชำระคืนให้รัฐบาลถ้ายังไม่พอก็ต้องร่วมกับกรมสรรพสามิตในการติดตามทวงเงิน 1 แสนบาทคืนแต่จะได้ครบหรือไม่ครบก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้”
ประการที่สองที่จะต้องดำเนินการคือเรื่องของหลักประกันจากที่ต้องสั่งจ่ายกับผู้ซื้อแต่ถ้าเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นน้อยลงทางฝ่ายสมาคมเช่าซื้อก็เสนอว่าเงิน 1 แสนบาท แทนที่จะให้เป็นเงินสดผู้ซื้อให้นำมาวางในบัญชีกับสถาบันการเงินและจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อครบ 4 ปีก็จะเป็นบัญชีเงินฝากของผู้ซื้อไป และจะถอนได้ก็ต่อเมื่อครบ 5 ปีแล้วได้ดอกเบี้ยครบตามจำนวนบัญชีเงินฝากทั่วไปก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้การผิดนัดยากขึ้นเพราะหลักประกันมีมากขึ้นตรงนี้เป็นไอเดียเบื้องต้นโดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำสัญญาระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อตรงนี้เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะตกลงกันเองถือเป็นความคิดที่ดี
นายพงษ์ภาณุยังได้กล่าวถึงความพร้อมของกรมสรรพสามิตในการรับมือโครงการนี้ว่า
เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันแรกของโครงการยอมรับว่ากรมสรรพสามิตยังไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเดิมวางแผนไว้จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2554 แต่มีการปรับเวลาโครงการให้เร็วขึ้นจึงได้รีบเรียกประชุมกันซึ่งมีการบรรยายและอบรมและจากนี้จะมีการเรียกประชุมที่กรุงเทพในส่วนของฝ่ายจัดเก็บของสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งเพื่อให้สามารถชี้แจงข้อมูลต่อประชาชนได้อย่างดี
ส่วนเรื่องไอทีต้องปรับปรุงอีกเยอะพอสมควรเพราะครั้งนี้จำเป็นต้องติดต่อกับผู้ซื้อเป็นจำนวนแสนๆคนและต้องเชื่อมโยงไอทีกับกรมการขนส่งทางบกซึ่งเป็นผู้ตรวจเช็กรถคันแรกโดยล่าสุดนี้กรมสรรพสามิตได้ของบพัฒนาและลงทุนจากรัฐบาลจำนวน 100 ล้านบาทเพื่อพัฒนาระบบไอทีของกรมสรรพสามิตให้ทำงานได้ในลักษณะเรียลไทม์
“เบื้องต้นในเว็บไซต์ของเราก็มีการคำนวณตัวเลขเบื้องต้นให้ก่อนว่าจะได้รับคืนเงินเท่าไหร่อย่างไรซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ซื้อรถคันแรกไม่น่าจะเกิน 1-2 อาทิตย์เพราะเป็นการทำงานแบบเรียลไทม์ ”
นายพงษ์ภาณุยังได้กล่าวถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในสถานการณ์ปัจจุบันว่าภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการเฉพาะอย่างต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่มโดยจะเลือกมาเฉพาะสินค้าที่เป็นสินค้าบาปกล่าวคือเป็นสินค้าอันตรายต่อสุขภาพและกระทบสิ่งแวดล้อมเช่นเหล้าเบียร์บุหรี่ไนท์คลับอาบอบนวดโดยเมื่อปีที่แล้วกลุ่มสินค้าบาปเก็บภาษีได้เยอะมากเนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวคนเริ่มบริโภคมากขึ้นขณะที่สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นทำให้คนรากหญ้าบริโภคกลุ่มสินค้านี้มากขึ้นตามมา
“อย่างไรก็ตามในช่วงที่ประเทศไทยจะต้องเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 ก็มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีใหม่ให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งพอเป็นเออีซีแล้วสินค้าบริการจะมีการไหลเวียนผ่านพรมแดนนี้ได้อย่างเสรีกำแพงของเราที่พรมแดนจะไม่มีอีกแล้วก็ต้องใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสุขภาพมากขึ้นและคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตรงนี้กรมสรรพสามิตกำลังนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่ามีสินค้ารายการใดบ้างที่จะปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บได้เพิ่มมากขึ้น”
ส่วนนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมากรมสรรพสามิตเป็นผู้เสนอรัฐบาลให้ขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซลออกไปอีก 3 เดือนคือลดเกือบจะเป็นศูนย์จากเดิม 5.30 บาทต่อลิตรตรงนี้ต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วคือการลดเงินนำส่งกองทุน
“ตอนนี้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศถูกมากเกือบจะไม่มีภาษีเหลืออยู่เลยมีเฉพาะเบนซินที่มีภาษีสรรพสามิตอยู่ 7 บาทต่อลิตรดีเซลเป็นศูนย์ แก๊สโซฮอล์ก็มีอยู่นิดหน่อยดังนั้นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าที่มีการขยายเวลาลดภาษีออกไปก็ต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ว่าโครงสร้างที่จะเก็บจากน้ำมันใหม่จะเก็บกันอย่างไรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆจากที่น้ำมันเราต้องนำเข้ารวมถึงโครงสร้างกองทุนน้ำมันจะเป็นอย่างไรไม่ใช่มาแทรกแซงเป็นระยะเวลานานๆในปัจจุบัน
อย่างแก๊สแอลพีจีก็มีการชดเชยกันจำนวนมหาศาลเรื่องนี้จึงมีความจำเป็นที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังต้องมาหารือกันว่าโครงสร้างที่เหมาะสมของทั้งกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร”










