

สุขุมวิท 1
ไม่ว่าชาติไหนๆ
ไทย-เขมร...เรา
คงรักกันไม่ได้ ?
ความวัวเรื่องสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง ไทย-เขมร ยังไม่
ทันจะมีการฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพปกติ ความควายเรื่องขึ้นทะเบียน พระวิหาร
เป็น มรดกโลก ก็เข้ามาแทรกซ้อน งานนี้มองเห็นกันได้ชัดๆว่ามีแต่จะ
ทำให้สองชาติเพื่อนบ้าน ร้าวฉาน มากยิ่งขึ้น ไม่
ว่าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ณ ประเทศ บราซิล 28 กรกฎาคม
ศกนี้จะออกหัวหรือก้อยก็ตาม..เลี่ยงยาก !
ขณะเขียนต้นฉบับนี้ยังไม่รู้ผล หมู่...จ่า จากที่
ประชุมมรดกโลกก็จริงอยู่ แต่ด้วยเหตุที่ ไทย-เขมร ต่างมีจุดยืนเรื่องขึ้น
ทะเบียนมรดกโลกที่แตกต่างกันราว ฟ้า-ดิน ดังนั้นไม่ว่าจะรับพระวิหารเป็น
มรดกโลกตามความต้องการ เขมร หรือยังไม่รับตามความต้องการของ
ไทย ที่แก้เกมเรื่องนี้ด้วยเหตุผลต้องการให้จัดการพื้นที่ทับซ้อนให้เรียบร้อยก่อน
ล้วนแล้วแต่ไม่สบอารมณ์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด..เหนื่อยต่อ ?
แล้วก็คงหนีไม่พ้น ความยุ่งยาก คาดไม่ถึงเกิดขึ้นตามมา
อีกมากมายจากการ รับ...ไม่รับ พระวิหารเป็นมรดกโลก และเหมือนหนึ่ง
เวรกรรมที่ ต่างชาติ เป็นผู้กำหนดไว้ให้สองชาติต้องเผชิญกับมัน นับจาก
เมื่อ 50 ปีที่แล้วที่ ศาลโลก เป็นคนวางยาพิพากษาให้โบราณ
สถานทางประวัติศาสตร์นี้เป็นของ เขมร กลายเป็นชนวนเหตุแห่งความบาด
หมางร้าวลึกมองหน้าคบกันไม่สนิทใจ...แก้วแตก !
เลวร้ายถึงขั้น เผาสถานทูต-กิจการไทย ขณะที่คน
ไทยต้องเผ่นหนีเอาชีวิตรอดก็เคยมีมาแล้วในสมัย รัฐบาลทักษิณ ที่ได้ชื่อว่ามี
สัมพันธ์แนบแน่นกับ รัฐบาลฮุนเซน หากแต่ในสถานการณ์คับขันช่วยหา
เสียง เลือกตั้งเขมร ย่อมหนีไม่พ้นตัวใคร..ตัวมันด้วยการด่าคนไทย
ทวงคืนแผ่นดิน โบราณสถานอันเป็นความเก็บกดฝังอยู่ใน จิตวิญญาณ พวก
เขาไว้ก่อนย่อมช่วยให้นักการเมืองมีชัยได้...เล่นง่ายๆ ?
มาถึง รัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อไทยเรียกเอก
อัครราชทูตกลับบ้าน ตอบโต้รัฐบาลเขมรภายใต้การนำ นายกฯฮุนเซน
ที่ไปแต่งตั้ง อดีตนายกฯทักษิณ เป็นที่ปรึกษา เมื่อถูกทักท้วงก็ไม่ยอม
ถอดถอนแถมยังไม่ยอมส่งตัวให้ไทยในฐานะ ผู้ร้ายข้ามแดน พวกเขาก็ตอบ
โต้ด้วยการ เรียกทูตกลับ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ทั้งสองประเทศ
ได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต...แรงมาแรงไป !
จะว่า เขมร ไร้เยื่อใยไมตรีต่อไทยก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก
เพราะล่าสุดมานี้ได้ส่ง สามี-ภรรยา คู่หนึ่งต่อทางการไทยทั้งๆที่ยังไม่ได้
ร้องขอ โดยเป็น ผู้ต้องหา ในคดีมีส่วนร่วมวางระเบิดหน้าที่ทำการพรรค
ภูมิใจไทย แม้จะมีการออกตัวในภายหลังว่าทั้งสองไม่ได้เป็นคนเสื้อแดง แถม
ยังเป็น สายทางการ ที่ถูกส่งไปล้วงตับค้นหาประดาแกนนำ นปช. และ
ผู้ก่อการร้ายหนีตายไปเขมรจริงหรือไม่...หนามยอก ?
ไม่ว่า จุดจบ เรื่องตีทะเบียนมรดกโลกเขาพระ
วิหารจะลงเอยอย่างไรย่อม เข้าทาง รัฐบาลอภิสิทธิ์สถานเดียว เปรียบ
เสมือนหนึ่ง เรือล่มในหนองทองจะไปไหนเสีย ด้วยเหตุที่อยู่ในห้วงเวลา
แห่งการปลุกระดม ความรักชาติ ดังนั้นความยากลำบากจะตก
อยู่กับ ผู้มีสติปัญญา คิดอ่านพูดความจริงเพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี อีกทั้งนัก
ธุรกิจ และประดาคนหนีตายไปซุกปีกเขมร...แค่นัดเดียว !
ต้องเตรียมรับมือ !
สถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ
ฝน-น้ำน้อย/นา-ไร่แล้ง
* ตาม ไดอารี่ พ.ศ. 2553 ของปรมาจารย์ ทองเจือ อ่างแก้ว
กำหนดให้ 14 เมษายน ศกนี้เป็น วันมหาสงกรานต์ ปีขาล โดย
ถือเอา ดวงอาทิตย์ โคจรเข้าสู่ราศีเมษ เวลา 7 นาฬิกา 21 นาที
เป็นจุดเริ่มต้น โดยในปีนี้มีนางสงกรานต์ชื่อ มณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอก
จำปา มีแก้วไพฑูรย์เป็นอาภรณ์ นม-เนยเป็นภักษาหาร เสด็จยืนมาบนหลังลา มือขวา
ถือเหล็กแหลม มือซ้ายถือไม้เท้า แสดงถึงการ เตรียมพร้อม เผชิญ
หน้ากับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น..ผ่างง !
* การเถลิงศักราชใหม่เป็น จุลศักราช 1372 ตั้งแต่วันที่
16 เมษายน เวลา 11 นาฬิกา 18 นาที 36 วินาที เริ่มต้นใช้วันเวลา
ฤกษ์ยามใหม่ตามหลักกาลโยค โดยในจุลศักราชใหม่นี้มี วันอังคาร เป็นวันธง
ชัย กับ วันพฤหัสบดี เป็นวันอธิบดี ทั้งสองวันนี้ใช้เป็นวันเริ่มต้นทำกิจ
การมงคล วันก่อร่างสร้างตัว ขณะที่วันไม่เฮงไม่ดีคือ วันจันทร์
เป็นวันอุบาทว์ กับ วันเสาร์ เป็นวันโลกาวินาศ ไม่เหมาะที่จะคิดการใหญ่
แค่ได้ยินก็ทำให้ใจฝ่อเสียแล้ว..พับเผื่อย ?
* สำหรับดินฟ้าอากาศผลผลิตใน ปีขาล คำนวณจากคัมภีร์สุริยยาตร์ของไทย
พบว่าปีใหม่นี้จะเกิดภาวะ ฝนแล้ง-น้ำน้อย น่าเป็นห่วง มีเกณฑ์ฝนตกเพียง
300 ห่า ตกในจักรวาล 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 60 ห่า
เหลือตกในโลกมนุษย์แค่ 30 ห่า นาคให้น้ำ 7 ตัว เกณฑ์น้ำชื่อ เดโช
เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ผลกึ่งหนึ่ง เสียกึ่งหนึ่ง ส่งผลให้
ธัญญาหาร และผลาหาร มีแค่พอประมาณ เนื่องเพราะได้รับผลกระทบจากปริมาณฝน-
น้ำน้อยผิดปกติ..ระวัง !










