

กระแสวิพากษ์
ชิงชัย ส.ก.-ส.ข.
ปชป.นำพท.นิดๆ
กมม.โอกาสเกิดน้อย
การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 เขต และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) 36 เขต ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2553 ถือเป็นการชิงชัยระหว่าง พรรคการเมืองใหญ่ คือ ประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย และอีก 1 พรรคการเมืองน้องใหม่ คือ การเมืองใหม่ ที่หวังแจ้งเกิดเต็มที่
การชิงชัยของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ว่ากันตามจริง พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสมากที่สุดในฐานะรัฐบาลและเจ้าของตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุดในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 คนของพรรค คือ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ก็มีชัยเหนือ ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครในคุกของเพื่อไทย
แต่ก็มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยกลับมองว่าผลเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ แม้ประชาธิปัตย์จะชนะ แต่ในทางการเมืองถือว่าแพ้ยับเพราะคะแนนของ ก่อแก้ว แม้จะอยู่ในคุกแต่ก็ได้มากถึง 81,776 คะแนน น้อยกว่า พนิช ที่ได้ 96,480 คะแนน เพียง 14,704 คะแนน เท่านั้น
ความพ่ายแพ้ของ ก่อแก้ว ถือว่าเป็นชัยชนะที่พิสูจน์ได้ว่าพรรคเพื่อไทยยังมีฐานเสียงแข็งแกร่งมั่นคง คนกรุงชานเมืองไม่ได้ปฏิเสธเสื้อแดงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากผลพวงเหตุการณ์พฤษภาฯ 2553
ที่สำคัญความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ต่างจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2553 หรือกว่า 1 เดือนก่อน ที่มีการเลือกตั้ง ส.ข. 14 เขต ในกระแสแดงเผาเมืองที่พรรคเพื่อไทยแพ้พรรคประชาธิปัตย์ ถึง 10 เขต
แต่ไม่น่าเชื่อว่า อีกแค่ 1 เดือนกว่ากระแสเบื่อรัฐบาลกลับมากขึ้นจากคะแนนของ ก่อแก้ว แม้แต่คีย์แมนของพรรคเพื่อไทย เองก็แทบไม่เชื่อว่า การเลือกตั้งในกระแสก่อการร้ายจะสูสี คู่คี่ ขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม กทม.เขต 6 เพียง 49% เท่านั้น น้อยจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตั้งเป้าไว้ 60% ซึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงหยุดยาว ที่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าถ้าเลือกตั้งในวันหยุดปกติ พนิช จะได้คะแนนมากกว่านี้เลยหลักแสนขึ้น เพราะช่วงเทศกาลคนเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชั้นกลาง มีกำลังซื้อ และกลุ่มนี้ไม่เอาเสื้อแดง
ขณะที่เพื่อไทยวิเคราะห์ว่าถ้ารัฐบาลและ กกต. ไม่จัดเลือกตั้งช่วงหยุดยาว ก่อแก้ว จะได้เป็น ส.ส.แน่ เพราะคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นรากหญ้าที่กลับบ้าน คนกลุ่มนี้เลือกพรรคเพื่อไทยแน่ ๆ ส่วนคนชั้นกลางที่ไปเที่ยวนั้นได้ลงคะแนนเลือกประชาธิปัตย์ผ่านการเลือกตั้งซ่อมล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งประชาธิปัตย์ชนะครึ่งต่อครึ่ง
ขณะที่พรรคการเมืองใหม่มองว่าผู้ใช้สิทธิที่ไม่มาลงคะแนนนั้นคือเสียงที่ไม่เอาทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยโดยจะมาลงให้กับพรรคการเมืองใหม่
แต่ทั้งหลายทั้งปวง ปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟนคลับเสื้อแดงในแถบชานเมืองไม่ได้น้อยลงอย่างที่คาด!
ความพ่ายแพ้ที่เกือบชนะทำให้พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงมีกำลังใจขึ้นมาก เพราะลึกๆ แล้วพรรคก็ไม่มั่นใจว่าคนกรุงจะตอบรับหรือเชื่อในคำชี้แจงของพรรค กระทั่งเกรงว่าจะถูกต่อต้านในการลงพื้นที่ ส่วนข้อหาก่อการร้าย ก็อาจเป็นตัวถ่วงคะแนนก็เป็นได้
แต่โค้งสุดท้ายพรรคได้งัดกลยุทธ์เปิดปราศรัยถี่ยิบ นำโดย “เฉลิม - จตุพร” และแกนนำสีแดง โจมตีรัฐบาลเรื่องการใช้กำลังเข้าปราบปราม การทุจริต การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯลฯ
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เสียแต้มถูกคมอีกด้านของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินบาดเอง หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอุ้มตัวนักเคลื่อนไหวในกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เข้ารถผู้ต้องหาที่ไปยืนตะโกน “ที่นี่มีคนตาย” ที่ แยกราชประสงค์และการคุมตัวนักศึกษาถือป้ายต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จ.เชียงราย มาดำเนินคดี
เป็นภาพที่สะเทือนใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำเกินกว่าเหตุ
รวมทั้งความไม่พอใจหลาย ๆ นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายพื้นที่ ถึงขั้นที่ อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปจนถึงการไล่บี้จัดการฝั่งตรงข้ามที่มีคำถามถึงความชอบธรรม
ภาพของรัฐบาลยังติดลบจากความยากจนของประชาชน ที่สวนทางกับการโฆษณาชวนเชื่อว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะไปถึง 8% รวมทั้งปัญหาทุจริตที่พรรคร่วมจะเร่งตะกรามเพื่อสะสมทุนใช้ในการเลือกตั้ง
ดังนั้นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์จะชนะเลือกตั้ง ส.ก. – ส.ข.ง่าย ๆ คงยากเพราะพรรคเพื่อไทยกำลังเดินสาย “ปลุกป่าล้อมเมือง”
โดยพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงจะวิ่งหาฐานเสียงเสื้อแดงที่รอบนอก กทม.ก่อนโอบตีใจกลางกรุงเพื่อให้ได้ ส.ก.อย่างน้อย 8 ที่นั่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 19 คน
ขณะที่พรรคการเมืองใหม่โอกาสเป็นจริงคงไม่มาก เพราะเงินทุนมีน้อยผู้สมัครหากันเอง พรรคช่วยแค่สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านเครือผู้จัดการเอเอสทีวีเท่านั้น ส่วนตัวบุคคลเมื่อเทียบกับประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นเครือญาติเครือข่ายของ ส.ส.แล้ว การเมืองใหม่ถือว่าด้อยประสบการณ์
อาจมีเพียง บุญส่ง ชเลธร 1 ใน 13 กบฏรัฐธรรมนูญสมัย 14 ตุลาคม 2516 เท่านั้นที่อาจจะได้ เพราะเพื่อนพ้องน้องพี่ลงขันกันช่วย
ประกอบกับกระแสพันธมิตรฯ ไม่แรงอย่างที่คาด การแจ้งเกิดและการสันนิษฐานเอาเองว่าจำนวนคนที่ไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคือพวกพันธมิตรฯนั้น สุดท้ายคงต้องยอมรับความจริงว่าการเมืองในระบบกับนอกระบบแตกต่างกันมาก
ฟันธงเลือกตั้งครั้งนี้
พรรคประชาธิปัตย์เหนือเพื่อไทยเล็กน้อย ส่วนการเมืองใหม่คงต้องรอแจ้งเกิดที่หลัง










