

เม็ดเงิน
เอแบคโพล : เศรษฐกิจรากหญ้ายังแย่
ขณะที่รัฐบาลตีปีกกับรายงานการส่งออกที่บอกว่าตัวเลขส่งออกสูงที่สุดในรอบหลายๆ ปีนั้น ในอีกมุมหนึ่งมีผลสำรวจข้อมูลจากประชากรระดับครัวเรือนที่สะท้อนความเห็นในทิศทางตรงกันข้าม เพราะเสียงส่วนใหญ่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจ “แย่ลง”
จึงเกิดความรู้สึกขัดแย้งว่า รายได้จากการส่งออกจำนวนมหาศาลนั้น กระจายลงไปถึงระดับรากหญ้าที่มีอยู่กว่า 60% ของประชากรทั้งประเทศได้แค่ไหน
ค่าจ้างแรงงานในสาขาการผลิตในอุตสาหกรรมส่งออกนั้น ตกราว 15-20% ของต้นทุนผลิต ต้นทุนส่วนอื่น ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ ค่าเช่า ดอกเบี้ย เชื้อเพลิง โลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 40%
ค่าจ้างแรงงานส่วนนี้ตกเป็นของคนไทยกี่บาท ? ในเมื่อภาคการผลิตนี้ใช้แรงงานต่างด้าวถึง 70%
ผลสำรวจของเอแบคโพลที่ระบุว่า 54.9% ของประชากรสำรวจเห็นว่าเศรษฐกิจแย่ลงจึงเป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง
เอแบคโพลได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในระดับครัวเรือนอายุระหว่าง 15 ถึง 50 ปี จำนวน 2,250 ตัวอย่างจาก 12 จังหวัดได้แก่กรุงเทพฯ ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต และสงขลา ระหว่างวันที่16-20 กรกฎาคม 2553 พบว่าร้อยละ 80 ของประชากรสำรวจ ติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จำนวนประชากรสำรวจ 12 จังหวัดนี้ รวมกันแล้วมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ เพราะเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯนั้นกว่า10 ล้านคนเข้าไปแล้ว
เมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงลงมาจนถึงระดับล่างคิดตรงกันว่าเศรษฐกิจแย่ลง ก็คงจะแปลความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้
ตัวเลขการส่งออกขยายตัวจึงเป็นแค่ภาพลวงตาว่าเศรษฐกิจของเราดีขึ้น
นอกจากนี้ ตัวเลขที่ว่าสูงนั้น สูงจากไหน จากปีที่แล้วที่ยังติดลบ หรือจากปีก่อนหน้าที่เศรษฐกิจโลกจะตกต่ำถดถอย ?
มอร์แกนสแตนเลย์ เอเชีย รายงานภาวะขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกไตรมาสแรกของปีนี้จะขยายตัวถึง 5% แต่เฉลี่ยทั้งปีแล้วคาดว่าจะอยู่ในราว 3-3.5% ซึ่งต่ำกว่า 4.7% อันเป็นอัตราขยายตัวก่อนเกิดภาวะถดถอยหรือก่อนปี 2008
สำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันอยู่นี้ มอร์แกนสแตนเลย์วิเคราะห์ว่า อัตราขยายตัวจะทรง ๆ อยู่ระดับ 3.25-3.50% ไปจนกว่าจะขึ้นไปถึงระดับก่อนเกิดวิฤตการณ์ซับไพรม์ โดยจะกินเวลา 3-5 ปีนับจากนี้ไป
เศรษฐกิจเมืองไทยที่พึ่งเศรษฐกิจภายนอกเป็นหลักจึงได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกขยายตัว 5% ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ก็คงจะนำตัวเลขมาสร้างภาพกันได้อีกพักใหญ่
แต่ถ้าบ้านเมืองยังมีบรรยากาศขัดแย้งรุนแรง มีระเบิดตูมตามสนั่นเป็นข่าวไปทั่วโลกเช่นนี้ ก็อย่าไปหวังอะไรมากนัก
เอแบคโพลสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนพบว่า ประชาชนยังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างระมัดระวัง โดยยังคงสัดส่วนค่าใช้จ่ายหมวดอาหารไว้สูงสุดคือร้อยละ 44.4% คิดเป็นตัวเงินแล้ว 132 บาทต่อวันต่อครัวเรือน
ของใช้ประจำวันเช่นสบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผม ฯลฯร้อยละ 10.4% ส่วนที่เป็นเครื่องแต่งกายและสินค้าแฟชั่นที่ถือว่ามีความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันน้อยที่สุดนั้น ใช้จ่ายกันเพียง 10.6% เท่านั้น
รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินจริง ๆ ตก 8,885 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน
ถ้าผู้ที่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวหาเงินมาได้ไม่ถึงระดับนี้ ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญหาหนี้นอกระบบที่รัฐบาลพยายามจะปรับให้เป็นหนี้ในระบบให้หมด
แต่ดูไปดูมาเหมือนจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น หวังผลเพียงสร้างภาพ สร้างคะแนนเสียง
หากถือเอาตัวเลขสำรวจของเอแบคที่ได้ตัวเลขการบริโภคระดับพื้นฐาน 8,885 บาทเป็นระดับของความพอเพียงแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ยังมีอยู่
การแก้ไขปัญหาแม้ว่าจะต้องใช้เวลานาน แต่สิ่งที่รัฐจะทำได้ก็คือการลดช่องว่างระหว่างชนชั้นรายได้กับลดช่องว่างระหว่างชนชั้นสังคม
ขณะที่รัฐเอาแต่มองไปที่เศรษฐกิจมหภาค มองปัญหามาบตาพุด มองตัวเลขส่งออก มองตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยว มองไปที่เมกะโปรเจ็กต์ ฯลฯ
รัฐกลับไม่มองไปที่เศรษฐกิจจุลภาค ก้มลงไปมองไม่เห็นหัวแม่เท้าตนเองซึ่งก็คือคนระดับรากหญ้า
ไม่เห็นความกระเสือกกระสนดิ้นรนของพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด แผงค้าริมฟุตบาท แผงค้าใต้ถุนอาคาร ร้านเล็กร้านน้อย อุตสาหกรรมห้องแถว เกษตรกรรายย่อย ฯลฯ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศว่าจะหันมาทุ่มเทให้กับการกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กกันขนานใหญ่
เพราะกว่าปีครึ่งที่ได้นั่งทำเนียบขาว โครงการสร้างงานผ่านเมกะโปรเจ็กต์ ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร
คนอเมริกันยังตกงานเท่าเดิม ซ้ำบางเดือนตัวเลขว่างงานยังเพิ่มขึ้นอีก
เมื่อแก้ด้านมหภาคไม่ได้ ก็หันมาแก้ทางจุลภาค
โอบามาตั้งสมมติฐานไว้ว่า การส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก(small business) จะทำให้คนอเมริกันมีงานทำมากขึ้น
มาตรการภาษีและอัตราดอกเบี้ยต่ำ จะเป็นแรงจูงใจให้มีการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น
เมื่อคนระดับล่างซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่สุดของประเทศมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นช่องว่างระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างก็แคบลง
คงต้องพิสูจน์สมมุติฐานนี้กัน ได้ผลดีแล้วเราค่อยทำตาม ในลักษณะเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ดังที่รัฐบาลเดินตามมาตั้งแต่แรกด้วยมาตรการแจกเงิน 2,000 บาทกันดื้อ ๆ แบบ rebate ของโอบามา มาจนถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ
อันที่จริง เรามีการสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อม (SME) อยู่แล้ว แต่แรงผลักดันยังไม่ถึงจุดสร้างงานระดับหนาแน่น (mass employment) จึงถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายหลัก
คือทำให้ประชาชนยืนอยู่บนขาของตนเองได้โดยไม่ต้องให้รัฐประคับประคองกันตลอดชาติ
ทุกวันนี้ คนไทยเสียนิสัยกันหมด เอาแต่เสพติดลัทธิประชานิยม ก็เลยตกเป็นเหยื่อนักการเมือง
กลายเป็นสินค้าที่มีการประมูลราคากันอย่างรุนแรง แย่งชิงกันถึงขั้นแบ่งแยกความคิดกันเป็นสองพวก
แบ่งแยกทางความคิดแล้ว อย่าลามไปแบ่งแยกในด้านอื่นอีกเลย
เอแบคโพล : เศรษฐกิจรากหญ้ายังแย่
ขณะที่รัฐบาลตีปีกกับรายงานการส่งออกที่บอกว่าตัวเลขส่งออกสูงที่สุดในรอบหลายๆ ปีนั้น ในอีกมุมหนึ่งมีผลสำรวจข้อมูลจากประชากรระดับครัวเรือนที่สะท้อนความเห็นในทิศทางตรงกันข้าม เพราะเสียงส่วนใหญ่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจ “แย่ลง”
จึงเกิดความรู้สึกขัดแย้งว่า รายได้จากการส่งออกจำนวนมหาศาลนั้น กระจายลงไปถึงระดับรากหญ้าที่มีอยู่กว่า 60% ของประชากรทั้งประเทศได้แค่ไหน
ค่าจ้างแรงงานในสาขาการผลิตในอุตสาหกรรมส่งออกนั้น ตกราว 15-20% ของต้นทุนผลิต ต้นทุนส่วนอื่น ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ ค่าเช่า ดอกเบี้ย เชื้อเพลิง โลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 40%
ค่าจ้างแรงงานส่วนนี้ตกเป็นของคนไทยกี่บาท ? ในเมื่อภาคการผลิตนี้ใช้แรงงานต่างด้าวถึง 70%
ผลสำรวจของเอแบคโพลที่ระบุว่า 54.9% ของประชากรสำรวจเห็นว่าเศรษฐกิจแย่ลงจึงเป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง
เอแบคโพลได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในระดับครัวเรือนอายุระหว่าง 15 ถึง 50 ปี จำนวน 2,250 ตัวอย่างจาก 12 จังหวัดได้แก่กรุงเทพฯ ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต และสงขลา ระหว่างวันที่16-20 กรกฎาคม 2553 พบว่าร้อยละ 80 ของประชากรสำรวจ ติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จำนวนประชากรสำรวจ 12 จังหวัดนี้ รวมกันแล้วมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ เพราะเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯนั้นกว่า10 ล้านคนเข้าไปแล้ว
เมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงลงมาจนถึงระดับล่างคิดตรงกันว่าเศรษฐกิจแย่ลง ก็คงจะแปลความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้
ตัวเลขการส่งออกขยายตัวจึงเป็นแค่ภาพลวงตาว่าเศรษฐกิจของเราดีขึ้น
นอกจากนี้ ตัวเลขที่ว่าสูงนั้น สูงจากไหน จากปีที่แล้วที่ยังติดลบ หรือจากปีก่อนหน้าที่เศรษฐกิจโลกจะตกต่ำถดถอย ?
มอร์แกนสแตนเลย์ เอเชีย รายงานภาวะขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกไตรมาสแรกของปีนี้จะขยายตัวถึง 5% แต่เฉลี่ยทั้งปีแล้วคาดว่าจะอยู่ในราว 3-3.5% ซึ่งต่ำกว่า 4.7% อันเป็นอัตราขยายตัวก่อนเกิดภาวะถดถอยหรือก่อนปี 2008
สำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันอยู่นี้ มอร์แกนสแตนเลย์วิเคราะห์ว่า อัตราขยายตัวจะทรง ๆ อยู่ระดับ 3.25-3.50% ไปจนกว่าจะขึ้นไปถึงระดับก่อนเกิดวิฤตการณ์ซับไพรม์ โดยจะกินเวลา 3-5 ปีนับจากนี้ไป
เศรษฐกิจเมืองไทยที่พึ่งเศรษฐกิจภายนอกเป็นหลักจึงได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกขยายตัว 5% ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ก็คงจะนำตัวเลขมาสร้างภาพกันได้อีกพักใหญ่
แต่ถ้าบ้านเมืองยังมีบรรยากาศขัดแย้งรุนแรง มีระเบิดตูมตามสนั่นเป็นข่าวไปทั่วโลกเช่นนี้ ก็อย่าไปหวังอะไรมากนัก
เอแบคโพลสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนพบว่า ประชาชนยังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างระมัดระวัง โดยยังคงสัดส่วนค่าใช้จ่ายหมวดอาหารไว้สูงสุดคือร้อยละ 44.4% คิดเป็นตัวเงินแล้ว 132 บาทต่อวันต่อครัวเรือน
ของใช้ประจำวันเช่นสบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผม ฯลฯร้อยละ 10.4% ส่วนที่เป็นเครื่องแต่งกายและสินค้าแฟชั่นที่ถือว่ามีความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันน้อยที่สุดนั้น ใช้จ่ายกันเพียง 10.6% เท่านั้น
รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินจริง ๆ ตก 8,885 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน
ถ้าผู้ที่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวหาเงินมาได้ไม่ถึงระดับนี้ ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญหาหนี้นอกระบบที่รัฐบาลพยายามจะปรับให้เป็นหนี้ในระบบให้หมด
แต่ดูไปดูมาเหมือนจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น หวังผลเพียงสร้างภาพ สร้างคะแนนเสียง
หากถือเอาตัวเลขสำรวจของเอแบคที่ได้ตัวเลขการบริโภคระดับพื้นฐาน 8,885 บาทเป็นระดับของความพอเพียงแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ยังมีอยู่
การแก้ไขปัญหาแม้ว่าจะต้องใช้เวลานาน แต่สิ่งที่รัฐจะทำได้ก็คือการลดช่องว่างระหว่างชนชั้นรายได้กับลดช่องว่างระหว่างชนชั้นสังคม
ขณะที่รัฐเอาแต่มองไปที่เศรษฐกิจมหภาค มองปัญหามาบตาพุด มองตัวเลขส่งออก มองตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยว มองไปที่เมกะโปรเจ็กต์ ฯลฯ
รัฐกลับไม่มองไปที่เศรษฐกิจจุลภาค ก้มลงไปมองไม่เห็นหัวแม่เท้าตนเองซึ่งก็คือคนระดับรากหญ้า
ไม่เห็นความกระเสือกกระสนดิ้นรนของพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด แผงค้าริมฟุตบาท แผงค้าใต้ถุนอาคาร ร้านเล็กร้านน้อย อุตสาหกรรมห้องแถว เกษตรกรรายย่อย ฯลฯ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศว่าจะหันมาทุ่มเทให้กับการกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กกันขนานใหญ่
เพราะกว่าปีครึ่งที่ได้นั่งทำเนียบขาว โครงการสร้างงานผ่านเมกะโปรเจ็กต์ ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร
คนอเมริกันยังตกงานเท่าเดิม ซ้ำบางเดือนตัวเลขว่างงานยังเพิ่มขึ้นอีก
เมื่อแก้ด้านมหภาคไม่ได้ ก็หันมาแก้ทางจุลภาค
โอบามาตั้งสมมติฐานไว้ว่า การส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก(small business) จะทำให้คนอเมริกันมีงานทำมากขึ้น
มาตรการภาษีและอัตราดอกเบี้ยต่ำ จะเป็นแรงจูงใจให้มีการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น
เมื่อคนระดับล่างซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่สุดของประเทศมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นช่องว่างระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างก็แคบลง
คงต้องพิสูจน์สมมุติฐานนี้กัน ได้ผลดีแล้วเราค่อยทำตาม ในลักษณะเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ดังที่รัฐบาลเดินตามมาตั้งแต่แรกด้วยมาตรการแจกเงิน 2,000 บาทกันดื้อ ๆ แบบ rebate ของโอบามา มาจนถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ
อันที่จริง เรามีการสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อม (SME) อยู่แล้ว แต่แรงผลักดันยังไม่ถึงจุดสร้างงานระดับหนาแน่น (mass employment) จึงถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายหลัก
คือทำให้ประชาชนยืนอยู่บนขาของตนเองได้โดยไม่ต้องให้รัฐประคับประคองกันตลอดชาติ
ทุกวันนี้ คนไทยเสียนิสัยกันหมด เอาแต่เสพติดลัทธิประชานิยม ก็เลยตกเป็นเหยื่อนักการเมือง
กลายเป็นสินค้าที่มีการประมูลราคากันอย่างรุนแรง แย่งชิงกันถึงขั้นแบ่งแยกความคิดกันเป็นสองพวก
แบ่งแยกทางความคิดแล้ว อย่าลามไปแบ่งแยกในด้านอื่นอีกเลย










