

พลิกมุมข่าว
จับตาดุลอำนาจกองทัพ
พลันที่เสียงกัมปนาทจากระเบิดแสวงเครื่องแผดคำรามขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้จะมีการลากประเด็นให้เกี่ยวโยงไปถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กทม. แต่สังคมกลับให้น้ำหนักกับประเด็นนี้ค่อนข้างน้อย
เหตุเพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรเลยกับการระบายอารมณ์ด้วยอุปกรณ์สงคราม เพียงเพราะพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อม ซึ่งคอการเมืองขนานแท้ต่างก็อ่านหน้าไพ่ออกแต่แรกแล้วว่า บรรทัดสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้
พรรคประชาธิปัตย์-แพ้ไม่ได้
จะเห็นได้ว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ถูกปิดกั้นการหาเสียงตลอดช่วงเวลาของการรณรงค์ทางการเมือง ซึ่งเกมนี้พรรคเพื่อไทยก็รู้ดีอยู่แล้ว และก็ฉวยโอกาสหยิบประเด็นนี้มาขยายผลเรียกคะแนนสงสารอีกด้วย
การต่อยอดจะได้ผลอย่างไรหรือไม่ ก็ไม่อยากจะคาดเดา แต่มองมุมกลับ นายก่อแก้วซึ่งดูเหมือนเป็นผู้พ่ายแพ้ในสนามการเลือกตั้ง แต่ทว่ากลับประสบความสำเร็จในการยกระดับชื่อชั้นทางการเมืองของตัวเอง
นับจากนี้ไป ก่อแก้ว พิกุลทอง ก็ไม่ใช่ ก่อแก้ว คนเดิมอีกต่อไป
เมื่อประสานเข้ากับเสียงระเบิดตูมตาม และความพยายามชี้นิ้วมาที่ผลการเลือกตั้งซ่อม กลับทำให้สังคมฉุกคิดว่า ทำไมระเบิดต้องไปบังเกิด ณ จุด อันเป็นเสมือนสมรภูมิสู้รบของกองกำลังคนเสื้อแดงด้วย
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า การลอบวางระเบิดในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณเตือนถึงกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า แท้จริงแล้ว สงครามยังไม่จบสิ้น และการเกาะกุมอำนาจก็เป็นเพียงกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น
น่าสังเกตว่าเสียงระเบิดที่ดังขึ้นโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังขึ้นสู่กระแสสูงและขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง
ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต้องออกแถลงการณ์แสดงท่าทีแบบแทงกั๊กว่า แม้โดยจุดยืนแล้วไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เมื่อสถานการณ์มันจำเป็นก็ขอให้รัฐบาลใช้อำนาจที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างระมัดระวังด้วย
ขณะที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศหรือคปร. ชุดที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ก็ออกแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเสียอีก โดยคปร.ขอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว และให้ใช้มาตรการปกติดำเนินการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง
น่าสนใจว่า เสียงระเบิดจะเกี่ยวพันกับกระแสเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ในเมื่อจังหวะของสถานการณ์ช่างสอดคล้องกันอย่างน่าสังเกต แต่ระเบิดการเมืองลักษณะนี้คงยากที่จะจับมือใครดมได้
พร้อม ๆ ไปกับความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังฝุ่นตลบอยู่ในขณะนี้ มีความเคลื่อนไหวอีกด้านที่น่าจับตามอง นั่นก็คือการโยกย้ายนายทหารประจำปีนี้ ซึ่งข่าวเบื้องต้นแจ้งว่า บัญชีโยกย้ายในดราฟต์แรกเสร็จสิ้นแล้ว แต่หลายตำแหน่งยังมีการซ้ำซ้อน ต้องเจรจากันอีก เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะการสลับตำแหน่งข้ามหน่วย
ตำแหน่งที่ยังเป็นปัญหาคือปลัดกระทรวงกลาโหม ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการเสนอชื่อ พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท เตรียมทหารรุ่น 8 รองผบ.สส. ให้ข้ามมาเป็นปลัดกระทรวง ในขณะที่แคนดิเดต คือ พล.อ.พหล สง่าเนตร เตรียมทหาร รุ่น 8 รองปลัดฯ จะถูกย้ายสลับตำแหน่งมาเป็นรองผบ.สส.แทน แต่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส.ก็ต้องการให้ พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 10 เหล่าทหารม้า ข้ามมาเป็นรองผบ.ส.ส.เช่นกัน
ในส่วนของกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.ขึ้นเป็นผบ.ทบ.ตามคาด โดยมี พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบ.ทบ. ขยับขึ้นเป็นรองผบ.ทบ. ส่วนตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ได้เลือกทีมงานของตนเองอีก 1 คน จากเดิมที่ได้เลือก พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสธ.ทบ.ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก คาดว่าพล.ท.ชลวิชญ์ เพิ่มทรัพย์ ปลัดบัญชีทหารบก จะได้เป็นผช.ผบ.ทบ. ส่วนผู้ช่วยฯอีกหนึ่งตำแหน่งจะขยับมาจากแม่ทัพภาค ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็น พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 หรือ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4
ก็ต้องจับตาดูว่ากลุ่มทหาร “บูรพาพยัคฆ์” จะกระชับวงอำนาจได้เหนียวแน่นเพียงใด และกองทัพภายในการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีบทบาทหลักมาตั้งแต่เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1จะเข้มเท่าทันเขี้ยวคมเหลี่ยมการเมืองหรือไม่?










